บ้านป้าLily หลังนี้เปิดไว้เพื่อให้เป็นที่ที่เพื่อนๆมานั่งตั้งวงคุยกันด้วยเรื่องที่เราชอบ
โดยมีป้า Lily มานั่งเล่าเรื่องที่ดีมีประโยชน์ แถมสนุกสนานให้ฟังอีก
วันที่ท้องฟ้าสดใสในเวลาแดดร่มลมตกไม่มีอะไรดีไปกว่าการมานั่งที่ ชานเรือนของบ้านป้าLily อีกแล้ว


ยินดีต้อนรับทุกท่านจ๊ะ

วันอาทิตย์ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2556

ก๋วยเตี๋ยวไหหลำ


       พออายุมากขึ้นชีวิตก็ดูเหมือนจะเต็มไปด้วยความทรงจำ โชคดีที่มีแต่ความทรงจำดีๆ เพราะเลือกเก็บแต่สิ่งดีไว้  สิ่งที่ทำให้ทุกข์ใจไม่เก็บ ลืมได้เร็วมาก   ( ปีนี้ยังจำได้ ปีหน้าไม่แน่ว่าอาจลืมเพราะสมองเสื่อม)   
       
       วันนี้อยู่ดีๆก็นึกถึงก๋วยเตี๋ยวที่เคยกินสมัยเด็กขึ้นมาได้   ฉันเรียกก๋วยเตี๋ยวนี้ว่า” ก๋วยเตี๋ยวไหหลำ”   เพราะมันเป็นก๋วยเตี๋ยวที่คนไหหลำทำกินกันในบ้าน  ชื่อของมันจริงๆไม่มี  หรือเพราะเราอาจไม่รู้ชัด   รู้แต่ว่ามันมีความหมายอยู่ในความทรงจำของฉันอย่างยิ่ง


      ตอนฉันเป็นเด็ก  เตี่ยต้องเปลี่ยนอาชีพจากเถ้าแก่โรงไม้  (เจ้าของร้านขายไม้แปรรูป) เจ้าเดียวของอำเภอ มาเป็นชาวสวน ชาวนา  ด้วยความจำเป็น  ไม่ใช่เพราะบ้านเราตกต่ำย่ำแย่ หรือหมดตัว  แต่เตี่ยจำต้องทิ้งอาชีพที่คิดว่าจะทำให้เราร่ำรวยไป  เพื่อคงความสุขสงบของครอบครัว และความปลอดภัยของลูกๆ  เนื่องจากสมัยนั้นการแข่งขันทางธุรกิจมักจบลงด้วยการเอาชีวิตทั้งตัวคู่แข่งขัน และครอบครัว

      
       นอกจากเตี่ยจะเปลี่ยนอาชีพแล้ว พวกเราเด็กๆก็ต้องถูกส่งไปเข้าโรงเรียนประจำในกรุงเทพฯจนจบ  แทบไม่มีโอกาสกลับบ้านเลย  ดังนั้น ช่วงเวลาหนึ่งที่มีความสุขในชีวิตฉันคือ  ช่วงวันปิดเทอมที่เตี่ยรับเรากลับบ้าน  และมาช่วยเตี่ยทำไร่ส้ม    ที่จริงแล้วฉันแทบไม่มีประโยชน์เลยในการมาไร่กับเตี่ย  เพราะทำอะไรไม่เป็นเอาเสียเลย  ผิดกับพี่ชาย และน้องชาย ที่สามารถช่วยเตี่ยดูแลต้นส้มในสวนได้บ้าง   แม้จะไร้ประโยชน์  แต่ฉันและพี่น้องต่างก็มีความสุขกันมากที่ได้ใช้เวลาร่วมกัน  น่าสงสารพี่ชายกับน้องชาย ที่ต้องละเลิกการยิงหนังสติ๊ก  ยิงนก ตกปลา ของวัยเด็กมาอยู่ข้างๆเตี่ย 


        ฉันจำได้ว่า ความที่มีแม่เป็นช่างตัดเสื้อ ฉันจึงมีชุดกระโปรงบานใส่ให้เด็กอื่นในอำเภออิจฉา  ไม่เว้นแม้จะไปทำไร่กับเตี่ยฉันก็ยังแต่งตัวสวยทุกวัน  บรรดาคนงานลูกน้องที่มาช่วยเตี่ยทำไร่  คงเห็นฉันเป็นคุณหนูที่น่าหมั่นไส้ยิ่งนัก   หน้าที่ของฉันคือการช่วยเตี่ยทำอาหารกลางวันสำหรับพวกเราและคนงาน  โดยทุกคนจะกินอาหารแบบเดียวกัน หม้อเดียวกัน นั่นคือ “ ก๋วยเตี๋ยวต้ม”


        เตี่ยจะซื้อเส้นก๋วยเตี๋ยว  หมูสามชั้น  ผักกาดดอง  ต้นหอม  ผักชี  ตั้งฉ่าย ตั้งแต่เช้ามืดทุกวัน  โดยไม่ลืมที่จะคว้าหม้อกระเทียมเจียว และขวดพริกไทยใส่รถมาด้วย   พอถึงเวลาใกล้เที่ยง ท่านก็จะลงมือติดไฟในเตาอั้งโล่   หยิบหม้ออลูมิเนียมใบโตมาใส่น้ำลงไปตั้งให้เดือด  นำหมูมาสับให้เป็นบ่ะช่อ  หั่นผักกาดดองให้เป็นเส้นเล็กๆ    ส่วนหน้าที่ล้างต้นหอมผักชี เป็นของฉัน  จากนั้นเตี่ยก็จะต้มก๋วยเตี๋ยวที่แสนอร่อยนี้


        พอก๋วยเตี๋ยวเสร็จ  ได้เวลาพักเที่ยง  เตี่ยจะส่งเสียงเรียกทุกคนให้มากินกัน  คนงานพากันไปล้างหน้าล้างตา  ส่วนน้องชายฉันกลับมาด้วยเนื้อตัว หน้าตามอมแมม  พี่ชายก็เหงื่อโทรมกาย  ทุกคนต่างหิวโซ  ฉันถือชามก๋วยเตี๋ยวที่ซ้อนกันเป็นแถวสูงไปแจกทุกคน  พร้อมช้อนสังกะสีเคลือบ  เตี่ยจะตักก๋วยเตี่ยวให้ลูกๆก่อน แล้วก็ตักให้ตัวเอง  จากนั้นบรรดาคนงานก็จะเรียงแถวกันมาตักให้ตัวเองกิน  ชามแล้วชามเล่า อร่อยกันจนก๋วยเตี๋ยวหมดหม้อ  เด็กๆอย่างเรายังใช้ตะเกียบไม่เป็นจึงกินจากช้อนสังกะสี  แต่เตี่ยใช้กะเกียบพุ้ยก๋วยเตี๋ยวเข้าปากอย่างรวดเร็ว  โดยไม่กลัวความร้อนของมัน


        หลังจากกินเสร็จคนงานก็ล้างชามของตัวเอง และต่างก็แยกตัวไปหาที่นอนงีบกันคนละมุม  หน้าที่สำคัญที่น่าภาคภูมิใจของฉันอีกอย่างคือ การนำชามก๋วยเตี๋ยวของเตี่ยและพี่น้อง รวมทั้งหม้อก๋วยเตี๋ยว ลงไปยังท่าน้ำริมแม่น้ำเพชรบุรี  เพื่อล้างเก็บไว้ใช้ในวันต่อไป  รู้สึกว่าตัวเองช่างมีประโยชน์เหลือเกิน


        เหตุการณ์แบบนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนัก  เพราะฉันมีโอกาสกลับบ้านน้อยมาก  แต่บรรยากาศความสุขขณะนั้น ไม่เคยลืม  โดยเฉพาะ “ ก๋วยเตี๋ยวต้ม” ของเตี่ยยังเป็นอะไรที่โหยหาเสียจริง  และก็แปลกที่แม้เราจะทำกินบ่อยๆที่บ้าน ก็ไม่อร่อยเท่าที่เตี่ยทำให้กินในไร่  เพราะความสุขอยู่ที่เราได้มีเวลาอยู่ด้วยกัน ซึ่ง ....นั่นมัน 50 กว่าปีแล้วนะ


      หากถามคนไหหลำในอำเภอท่ายางบ้านฉันว่ารู้จักก๋วยเตี๋ยวชนิดนี้หรือไม่  คนไหหลำรุ่นอายุเกิน 60 ปีจะตอบว่ารู้จักแน่นอน  นอกจากจะตอบแล้วหลายคนยังมีรอยยิ้มและแววตาแห่งความคิดถึงรสชาติของมัน
     แต่เด็กรุ่นใหม่ทุกคน 100% ทำหน้างงๆ พร้อมถามว่า “ มีงี๊...ด้วยหรือป้า ?“  และนี่คือเหตุผลที่วันนี้ ฉันต้องลุกขึ้นมาทำ “ ก๋วยเตี๋ยวต้ม” ของคนไหหลำให้เด็กๆดู  พร้อมย้ำว่า “ อย่าลืมทำให้เพื่อนๆกินนะ เขาจะได้รู้จักก๋วยเตี๋ยวของเรา “ 

 ทุกครั้งที่ไปเกาะไหหลำ ฉันจะกินก๋วยเตี๋ยว หรือขนมจีนไหหลำ ที่เรียกว่า เป้า โล ฝั่น  ที่แปลว่า ก๋วยเตี๋ยวจากเมืองเป้าโล ที่เรียกอย่างนี้เพราะ เป็นอาหารที่มีชื่อเสียงและมีต้นกำเนิดมาจาก เมืองเป้าโล  อันเป็นเมืองหนึ่งของมณฑลไหหนาน นั่นเอง

     ลักษณะของ เป้า โล ฝั่น" คือ ใช้เส้นหมี่ที่ทำด้วยแป้งข้าวเจ้าเส้นโต คล้ายเส้นอุโด้ง ของญี่ปุ่น  ปกติจะใช้เนื้อวัวสดหั่นเป็นเส้นยาว หรือไม่ก็เนื้อวัวตุ๋น (คนจีนในประเทศจีนกินเนื้อวัว แต่คนจีนในไทยไม่กิน)  ราดด้วยน้ำตุ๋นหรือน้ำเกรวี่สีน้ำตาลเข้ม  เหนียว มีรสเค็ม และหวานเล็กน้อย  ที่ขาดไม่ได้คือต้องโรยด้วย ถั่วลิสงคั่ว กับ ผักกาดดองซอย

   
    นอกจาก เป้าโลฝั่น แล้ว ยังมี“ เยียน เหมี่ยนคือบะหมี่ แห้งปรุงรส มีเนื้อหมูหั่นเป็นเส้นอยู่ด้านบน โรยด้วยถั่วลิงสงคั่ว และผักกาดดองซอย เรื่องถั่วลิสงคั่ว กับผักกาดดองซอยที่โรยหน้ามา เป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของอาหารประเภทก๋วยเตี๋ยวของไหหลำ  
 
 ส่วนก๋วยเตี๋ยวน้ำทั่วไปก็มีลักษณะเหมือนที่เรากำลังจะทำในวันนี้   โดยมีกรรมวิธีที่ต่างจากคนไทย  ตรงที่เขาจะใช้วิธีต้มเส้นก๋วยเตี๋ยว แทนการลวกแบบบ้านเรา  อีกชนิดคือก๋วยเตี๋ยวผัด ที่หน้าตาเหมือนผัดไทยบ้านเรามาก เพียวแต่รสไม่หวานเท่านั้นเอง   คนไหหลำกินก๋วยเต๋ยวอย่างนี้มาก โดยเฉพาะการใส่ถั่วคั่ว   และผักกาดดอง จะเห็นว่าคนไหหลำกินผักกาดดองกับก๋วยเตี๋ยวทุกชนิด  และไม่ค่อยเห็นผักกาดดองในมณฑลอื่น 





วันนี้ฉันชวนหลานๆมาทำ “ก๋วยเตี๋ยวต้ม ผักกาดดอง” กินกันที่บ้าน


โดยมีเครื่องปรุง ดังนี้  …….


เส้นก๋วยเตี๋ยวแบบโบราณ เป็นเส้นขนาดกลาง 
ไม่ใช่เส้นฝอยแบบเส้นจันทร์ 

 เนื้อหมูปนมันเล็กน้อยสับแบบบะช่อ  ไม่ต้องใส่กระเทียมในหมู
 แต่หากชอบใส่ก็ไม่ว่ากัน 

 ผักกาดดอง ล้างให้สะอาดหั่น ตามขวาง เป็นเส้นฝอย


 ตั้งฉ่าย   ต้นหอม ผักชีซอย กระเทียมเจียวตามชอบ  พริกไทยป่น
พริกดองสำหรับเติมรสเผ็ด ตามชอบ


 จะเห็นว่าไม่ใส่ถั่วงอก ( ที่ไหหลำก็ไม่ค่อยเห็นถั่วงอกนะ) 

 และไม่ใส่น้ำปลา หรือซีอิ้ว แต่บางคนที่ชอบรสเค็มก็เตรียมไว้ได้



ลงมือทำ

 ตั้งหม้อใบโต  ใส่น้ำซุบ รอให้เดือด

 ใส่หมูสับลงไป  คนให้หมูแตกกระจายในน้ำซุบ

 ใส่ผักกาดดองหั่น ลงไปต้มให้เดือดสักพัก 
เพื่อให้รสของผักกาดดองออกมาอยู่ในน้ำซุป

 ใส่เส้นก๋วยเตี๋ยว ลงไปต้มให้เดือด   


 ใส่ตั้งฉ่าย   ปิดไฟเตรียมตักใส่ชาม

โรยพริกไทย ต้นหอม ผักชี  กระเทียมเจียว ตามชอบ

 ชิมดูจะพบว่า น้ำซุปก๋วยเตี๋ยวจะเค็มอ่อนๆ เพราะความเค็มของผักกาดดอง กับตั้งฉ่าย  มีความหวานจากน้ำซุบ และหมูสับ  อร่อยโดยไม่ต้องเติมรสอื่น  เวลากินพร้อมกับผักกาดดองแล้วอร่อยชื่นใจจริงๆ

แต่สำหรับคนชอบอาหารรสจัด ก็เชิญใส่เครื่องเติมตามถนัด   ลองทำดูนะคะ อาจเป็นอาหารประจำบ้านชนิดใหม่ที่ทำได้ง่ายๆแบบเหลือเชื่อเลยล่ะ  ...

 าถึงของหวาน.....ไหนๆก็กินของโบราณแล้ว  
วันนี้หลาจึงทำ “จ้ำบ๊ะ”  ให้ป้ากิน ด้วยการ

-เอาขนมปังเก่าๆมาปิ้งไฟให้หอม   หั่นเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมขนาด 1 นิ้ว

-วางขนมปังลงในถ้วยขนม  โรยด้วยน้ำแข็งใส

-ราดด้วยน้ำหวานเฮลส์บลูบอย (ของแท้ต้องสีแดง สีอื่นไม่อร่อย)

-ราดหน้าด้วยนมข้นหวาน  อร่อยชื่นใจจริงๆ

แต่ถ้าจะให้ดี หากมีปาท่องโก๋เก่าๆ นำมาย่างไฟใช้แทนขนมปังก็จะสมบูรณ์แบบอย่างยิ่ง


อร่อยจัง ตังต์อยู่ครบ.............

วันจันทร์ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2556

“ โฮบบายละเงี๊ยด”



เที่ยวอีสาน  ตอนที่  –

 โฮบบายละเงี๊ยด

       เมื่อลงมาจาก ปราสาทหินเขาพนมรุ้งใช้เวลาไม่นานนักเราก็มาถึง ปราสาทเมืองต่ำซึ่งเป็นที่ที่เราจะรับประทานอาหารค่ำ ท่ามกลางบรรยากาศอันสุดยอดแห่งความอลังการณ์ปราสาทเมืองต่ำนี้เป็นปราสาทขนาดเล็กกว่าปราสาทหินเขาพนมรุ้ง  แต่เราไม่ค่อยได้เห็นตัวปราสาทมากนัก เพราะเรามาในช่วงกลางคืน และเพื่อให้เข้าบรรยากาศ ทางผู้จัดงานได้แจกเสื้อม่อฮ่อมสีน้ำเงินแบบพื้นบ้านให้กับทุกคนในคณะเพื่อใส่มาร่วมงาน

           การจัดงานคืนนี้จัดในแบบบรรยากาศขอมโบราณ ด้วยการนำแขกบ้านแขกเมืองเข้าสู่บรรยากาศของท้องถิ่นตั้งแต่ก้าวแรกที่คณะของเรามาถึงบริเวณงาน   ด้วยการจัดขบวนนักรบโบราณมาคอยต้อนรับ โดยใช้แสงจากการจุดไต้และคบเพลิงเดินนำขบวนชาวคณะ เพื่อเดินเข้าสู่ ปรัมพิธี บายศรีสู่ขวัญที่ศักดิ์สิทธิ์  ตลอดสองข้างทางที่เราเดินผ่านไปจะมีนักรบขอมโบราญยืนถือดาบและคบเพลิงอยู่ในมือเพื่ออารักขาแขกของงาน  แต่เนื่องจากทางเดินมีเพียงแสงไฟที่น้อยมาก หลายครั้งที่ดิฉันต้องตกใจเมื่อเห็นหน้าดำๆของนักรบที่โผล่ออกมาจากความมืด

       คณะของเราเดินเข้าสู่บริเวณลานกว้างของปราสาท อันเป็นที่จัดงานที่ชื่อ โฮบบายละเงี๊ยด(เป็นภาษาขอมโบราณที่หมายถึงการรับประทานอาหารมื้อใหญ่นั่นเอง ) บรรยากาศของงานนี้เป็นบรรยากาศเดียวกับที่จัดรับแขกระดับประเทศ และต่างประเทศ หากมีฝรั่งมาร่วมงาน เขาจะเรียกเป็นภาษาฝรั่งว่า โฮบบายดินเนอร์ซึ่งก็เก๋ไปอีกแบบ

             ขณะนั่งรับประทานอาหารใต้แสงดาวบนยอดเขา คณะจัดงานได้นำเสนอการแสดงที่เรียกว่า   กันตรึมเขมรโบราญโดยคณะนักแสดงพื้นเมืองที่ได้รางวัลพระราชทานมาแล้ว การแสดงทั้งหมดเป็นการเล่าเรื่องประวัติของเมืองและปราสาทแห่งนี้ การแสดงยิ่งใหญ่โอฬารตระการตามาก นับเป็นการเปิดตำนานแห่งประวัติศาสตร์ให้เราได้เห็นถึงช่วงแห่งกาลเวลาที่ ผ่านมาในอดีต  ดิฉันนึกถึงการแสดงโอเปร่าของประเทศตะวันตก เพราะการร้องเพลงเก่าแก่ของท้องถิ่น น้ำเสียงอันมีพลังของนักแสดงช่างบาดใจผู้ฟังเหลือเกิน บรรยากาศโดยรวมแล้วทุกชุดของการแสดงเป็นที่ถูกใจของผู้ร่วมงาน เป็นอย่างยิ่ง

      นอกจากบรรยากาศของงานจะโบราณแล้ว อาหารของเราคืนนั้นก็ออกจะโบราณไปด้วย และหลายอย่างเป็นอาหารที่ได้รับประทานเป็นครั้งแรกของชีวิต เช่น น้ำพริกกุ้งจ่อม  ลาบหมกปลาตอง( คล้ายห่อหมก) และ ต้มส้มไก่ใบมะขามอ่อน ซึ่งทุกอย่างก็อร่อยดี แต่ด้วยความที่คณะของเราต้องเดินขึ้นลงเขาหลายลูก ทุกคนจึงตาลายเห็นอาหารจานเล็กลงกว่าปกติไป คณะจัดงานก็รู้ใจจึงนำอาหารพิเศษมาเสริมให้ ซึ่งก็เป็นที่ถูกใจดิฉันเป็นอย่างยิ่ง เพราะสิ่งที่นำมานั้นคือ ขาหมูลำปลายมาศ และ หมูเค็ม  จำไม่ได้ว่าตักไปกี่ครั้ง โชคดีที่บรรยากาศของงานไม่ใช้แสงไฟฟ้ามาก  จึงอาศัยความมืดแอบตักขาหมูมาหลายชิ้น จนนึกสงสารผู้ที่นั่งร่วมโต๊ะที่รู้ไม่เท่าทัน จึงต้องรับประทานแต่ผักเครื่องเคียงที่น้ำพริกหมดไปนานแล้ว ก็ได้แต่หวังว่ากรรมคงไม่ตามมาทันเร็วนัก

       หลายท่านคงคิดว่าเมื่องานเลี้ยงจบ คณะของเราคงเลิกลากันไปนอน แต่ท่านคิดผิดเสียแล้ว เพราะหลังจากเรากลับมาถึงโรงแรมที่พัก คณะจัดงานได้เตรียมอาหารว่างก่อนนอนไว้ให้พวกเราได้รับประทานกัน ( คงจะรู้ทันว่าชาวคณะเดินขึ้นเดินลงเขาหลายลูกกระมัง)  แม้จะพยายามควบคุมตัวเองไม่ให้รับประทานมากนัก เพราะกลัวสุขภาพจะดีเกิน แต่ก็ต้องตบะแตกเมื่อมาพบกับของแปลกอีกอย่างของเมืองนี้คือเต้าส่วนปาท่องโก๋เจ้าอร่อยเพียงเจ้าเดียวในแถบภาคอีสาน
           ครั้งแรกที่ได้ยินชื่อก็นึกภาพไม่ออกว่าเจ้าอาหารสองสิ่งนี้จะสามารถ ไปด้วยกันอย่างสามัคคีได้หรือไม่ และเมื่อเห็นของจริง ก็จดๆจ้องๆด้วยความไม่แน่ใจว่ารสของมันจะแปลกประหลาดขนาดไหน แต่เมื่อตักคำแรกเข้าปาก คำต่อๆไปก็ตามมาจนกลายเป็น สองและสามถ้วย ความอร่อยแปลกๆของขนมชนิดนี้อยู่ตรงที่ เราได้ลิ้มรสความหวานของขนมที่ทำจากถั่วเขียวที่ปรุงอยู่ในน้ำหวาน  ซึ่งข้นด้วยแป้งข้าวโพด ราดหน้าด้วยกะทิหอมหวาน แต่ในขณะเดียวกันก็ได้รสความเค็มของ ปาท่องโก๋ที่ตัดเป็นชิ้นๆโรยหน้า เวลารับประทานพร้อมๆกันจะอร่อยมาก แปลกจริงๆ
      คืนนั้นดิฉันกลับขึ้นห้องนอนด้วยความสำนึกผิดที่รับประทานแบบไม่คิดชีวิต แต่เมื่อทำไปแล้วก็ต้องยอมรับผิดแต่โดยดี ขณะที่นั่งปลงอยู่นั้น รูมเมทคนที่ถูกหลอกให้มาเป็นคู่นอนของดิฉัน ก็นำเอาถุงข้าวสารมาอวด  ทำให้รู้ว่าในทุกห้องพักจะมีข้าวหอมมะลิอย่างดีพันธุ์พื้นเมืองของทุ่งกุลาร้องไห้ ที่ผู้จัดฯวางไว้ให้ชาวคณะของเราทุกคน ซึ่งเป็นของที่ระลึกที่ชิ้นใหญ่มาก เพราะหลังจากกลับมาถึงบ้าน  ดิฉันก็อาศัยรับประทานไปได้หลายมื้อ
       ความที่ข้าวชนิดนี้เป็นข้าวหอมมะลิพันธุ์แท้ ความหอมของข้าวจึงขจรขจายไปทั่วห้องนอน ที่ได้กลิ่นก็เพราะถุงข้าวของรูมเมทดิฉันโชคร้ายโดนสะกิดเป็นรูเล็กๆ  เจ้ามดดำในห้องจึงพากันมารุมเข้าไปรับประทานข้าวหอมถุงนั้นจนแน่นไปหมด  ความเสียดายข้าวจึงทำให้รูมเมท พยายามเปิดถุงออกมาและไล่มดด้วยทุกกรรมวิธีที่เธอจะสามารถทำได้ และในที่สุด   ด้วยความที่เธอเป็นบุคคลคุณภาพไปในทุกเรื่อง เธอจึงเอาชนะมดได้สำเร็จและเทข้าวหอมมะลิที่แย่งมดมาได้นั้นไว้ในถุงใส่เสื้อผ้า แล้วแอบไว้ในกระเป๋าเดินทาง   (กลัวมดเห็น)

      เหตุที่เล่ามานี้ ทำให้ดิฉันทราบถึงความหอมของข้าวหอมมะลิแห่งทุ่งกุลาร้องไห้ขนานแท้   และด้วยความอร่อยเหนือข้าวชนิดอื่นๆที่เคยรับประทานมา  ทุกครั้งที่หุงข้าวนี้   ไม่เคยเลยที่จะเหลือข้าวทิ้งไว้ในจานแม้แต่สักเมล็ดเดียว และปัจจุบันก็พยายามหาซื้อยี่ห้อนี้แถวกรุงเทพฯ  ซึ่งยังหาไม่พบ สงสัยคงต้องเดินทางไปซื้อที่บุรีรัมย์อีกกระมัง
      คืนนั้นแม้ในท้องจะอุดมไปด้วย เต้าส่วนแต่ดิฉันก็ยังไม่วายแอบฝันถึง ข้าวหอมมะลิที่หอมฟุ้งอยู่ในห้องทั้งคืน ราตรีแรกในบุรีรัมย์จึงจบลงอย่างสุขสบาย ขอนอนเอาแรงไว้ก่อน พรุ่งนี้ยังมีภาระที่ต้องออกสำรวจเมืองบุรีรัมย์อีกหลายที่ 


ในที่สุดวันที่เราจะเดินทางกลับก็มาถึง ดิฉันตื่นแต่เช้า ตั้งใจจะไปชมเมืองบุรีรัมย์ เพราะการออกไปชมวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวเมืองก็เป็นความปรารถนาอันแรงกล้าของดิฉันอีกอย่างหนึ่งเช่นกัน  และก็ไม่เสียเที่ยวที่ได้ออกไป เพราะได้เห็นสิ่งแรกที่ตั้งใจไว้อย่างสมใจ  นั่นคือ อนุสาวรีย์ของสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่กลางเมือง


      อันที่จริง เราได้ผ่านอนุสาวรีย์นี้แล้วเมื่อวันแรกที่มาถึง แต่ได้แต่มองท่านผ่านกระจกรถที่กำลังแล่นผ่านเท่านั้น เช้าวันนี้  มีโอกาสได้มายืนอยู่ต่อหน้าท่าน เพื่อชมและถ่ายรูป อย่างใกล้ชิดในใจคิดว่า หากเราไม่มาเมืองบุรีรัมย์ครั้งนี้แล้วละก็ เราจะไม่มีโอกาสได้รู้เลยว่า ครั้งหนึ่ง ท่านเคยมาประทับที่เมืองนี้
          เราทุกคนต่างทราบกันว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ท่านเป็นนักรบ เรื่องราวของท่านจึงเกี่ยวข้องการการรบมายาวนาน ช่วงหนึ่งในยุคของท่าน คือในช่วงอยุธยาตอนปลาย หัวเมืองที่ตั้งอยู่ในแถบที่ราบสูง เช่น นครจันทึก เมืองชัยภูมิ เมืองพิมายและเมืองนางรอง อันมีพระยานางรองได้คบคิดกับเจ้าโอ เจ้าอิน และอุปฮาด ( อุปราช) เมืองจำปาสัก แห่งเมืองลาว ตั้งตัวเป็นกบฎ

     สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช จึงโปรดเกล้าฯให้เจ้าพระยาจักรี ยกทัพไปปราบ และจัดระเบียบการปกครองเมือง โดยรวบรวมเมืองในแถบนั้นมาตั้งขึ้นเป็นเมืองใหม่ ณ.ชัยภูมิป่าทุ่งต้นแป๊ะซึ่งก็คือเมืองบุรีรัมย์ในปัจจุบันนี่เอง ความชอบของท่านเจ้าพระยาจักรี ครั้งนั้น ท่านจึงได้รับพระราชทานพระอิสริยศเป็นสมเด็จพระยามหากษัตริย์ศึก ต่อมาเมื่อสิ้นรัชกาลสมเด็จพระเจ้าตากสิน สมเด็จพระยามหากษัตริย์ศึกจึงได้ถูกอัญเชิญให้ขึ้นเป็นพระบาทสมเด็จพระพุทธ ยอดฟ้าจุฬาโลก องค์พระปฐมกษัตริย์แห่งราชวงค์จักรี
      ที่ต้องเล่าประวัติของพระองค์ท่านในช่วงนี้เนื่องจากเป็นช่วงที่ เกี่ยวข้องกับเมืองบุรีรัมย์ เพราะความที่ไทยทำศึกกับเพื่อนบ้านทางตะวันออกหลายปี ท่านจึงประทับอยู่ที่เมืองนี้เป็นเวลานาน อนุสาวรีย์ ของท่านที่สร้างขึ้นจึงเป็นรูปที่ท่านทรงช้างศึกซึ่งสามารถเก็บรายละเอียด ได้เหมือนจริงมากจนน่าทึ่ง
 
       เดิมองค์อนุสาวรีย์นี้ตั้งหันหน้าไปในทิศที่ช้างทรงเดินออกนอกเมือง แต่ต่อมาภายหลังได้มีการหันทิศกลับมาเป็นเดินเข้าเมือง เนื่องจากชาวเมืองเชื่อว่า หากหันพระรูปท่านออกนอกเมือง ก็จะดูคล้ายกับว่าท่านกำลังออกไปทำศึก ดังนั้นสงครามในบ้านเมืองของเราก็จะไม่จบสิ้นเสียที  ในทางตรงกันข้าม หากพระรูปของท่านหันเข้าหาเมือง ก็แปลว่าท่านได้ชัยชนะมาจากสงครามเรียบร้อยแล้ว และกำลังเสด็จกลับเข้าเมืองบุรีรัมย์ ด้วยเหตุนี้ ประเทศชาติของเราก็จะสงบสุขนั่นเอง
       ดิฉันยืนชมพระรูปอนุสาวรีย์ของท่านอยู่นานด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ที่พระองค์ท่านทรงรักษาบ้านเมืองของเราไว้ มิฉะนั้นวันนี้เราคงไม่มีเมืองบุรีรัมย์ และอาจไม่มีโอกาสได้เกิดอยู่ในประเทศไทยของเราก็เป็นได้
       หลังจากได้ภาพงามๆของอนุเสาวรีย์แล้ว พนักงานขับรถก็เริ่มพาชมรอบเมือง หลายคนที่เดินทางไปต่างบ้านต่างเมืองก็มักจะตื่นตาตื่นใจกับสถาปัตยกรรมอัน ใหญ่โตโอฬาร  แต่ที่นี่ กลับน่าตื่นใจกับการที่เมืองนี้สามารถรักษาสภาพเมืองและสภาพแวดล้อมที่ร่มรื่นไว้ได้เป็นอย่างดี โดยตลอดทางขณะอยู่ในเมือง จะมีต้นไม้ใหญ่ขึ้นอยู่ในรั้วบ้านหรือแม้แต่บริเวณสี่แยกหลักของเมืองก็ยังเห็นต้นก้ามปูใหญ่ยืนแผ่ให้ร่มเงาแก่ผู้ที่สัญจรไปมา 

      นี่คือเมืองที่ดิฉันชื่นชอบเป็นอย่างยิ่ง เพราะทุกเมืองที่ผ่านมา ล้วนแต่พยายามตัดต้นไม้ให้หมดเมืองเพื่อสร้างตึก แต่เมืองนี้ รักษาบ้านรูปแบบเดิมและต้นไม้ไว้ด้วยกัน ดังนั้นใจกลางเมืองบุรีรัมย์จึงมีความร่มรื่นไปด้วยต้นไม้ต่อเนื่องกันตลอดทั้งเมือง
      หลังจากนั่งรถชมรอบเมืองจนทั่ว ความรู้สึกที่ได้รับจากการตระเวนฯคือความชุ่มชื่นจากภาพหมู่ต้นไม้สีเขียวรอบเมือง ในสายตาของนักท่องเที่ยว เมืองบุรีรัมย์อาจดูล้าสมัยและไม่น่าสนใจ แต่สำหรับคนที่มาจากเมืองที่แออัดจอแจแล้ว ที่นี่น่าจะเป็นที่สำหรับพักผ่อนหย่อนใจอย่างแท้จริง 


      เสร็จจากการชมเมือง ในที่สุดก็ถึงเวลาที่รถคลื่นออกจากบุรีรัมย์ เพื่อเดินทางต่อไปยัง ด่านเกวียนเมืองโคราช 

           ที่ด่านเกวียน เมืองที่ได้ยินชื่อมานานในเรื่องความสวยงามของสินค้าพื้นเมืองประเภท เครื่องปั้นดินเผาสารพัดชนิด ที่ร้านขายรายใหญ่ของเมือง ได้มีการแสดงวิธีการปั้นแจกัน โอ่ง และเครื่องตกแต่งบ้านให้ลูกค้าชมด้วย ดิฉันก็แอบไปดูตามประสาคนอยากรู้อยากเห็น
            คณะของเราจบการชมและซื้อของที่ร้านด่านเกวียนในช่วงเวลาใกล้เที่ยง การแวะที่ร้านนี้ทำให้รถบัสของเราต้องวิ่งช้าลง เพราะของที่ระลึกแต่ละชิ้นที่ลูกทัวร์ซื้อไปล้วนมีน้ำหนักมากกว่าหนึ่งกิโล ผู้ที่ซื้อหลายชิ้นนอกจากจะหิ้วจนแขนแทบหลุดแล้ว ยังทำให้รถหนักขึ้นอีกด้วย

       เที่ยงวัน เราก็มาถึงอำเภอสี่คิ้ว รถวิ่งเลียบขอบอ่างเก็บน้ำของเขื่อนลำตะคอง แล้วเลี้ยวขวาขึ้นเนินเขาเพื่อไปยังร้าน สวนเมืองพรขณะที่รถกำลังจะเข้าบริเวณร้าน หัวหน้าทัวร์ ได้เดินมาบอกกลุ่มสาวๆว่า อาหารร้านนี้เป็นอาหารฝรั่ง จำพวกสเต็กต่างๆ แต่ควรเหลือกระเพาไว้บ้างนะ เพราะผู้จัดฯได้สั่งไอศครีมยี่ห้อ อึ๋มมิลล์มาไว้เป็นของหวานด้วยพวกเราฟังแล้วก็แปลกใจกับชื่อไอศครีมยี่ห้อนี้กันถ้วนหน้า เพราะไม่เคยรับประทานมาก่อน ก็ได้แต่แอบวาดหวังว่าสรรพคุณของไอศครีมคงจะส่งผลต่อผู้บริโภคให้มีอาการ เหมือนชื่อไอศครีมบ้างสักนิดก็ยังดี

ร้านสวนเมืองพร ตั้งอยู่บนเชิงเขา จากระเบียงของร้านจะสามารถมองเห็นทิวทัศน์ของอ่างเก็บน้ำลำตะคองได้อย่าง ชัดเจน ดังนั้นหลายคนจึงพยายามหาที่นั่งริมระเบียงเพื่อบริโภคทั้งอาหารและวิวไป พร้อมกัน

      เมื่อเข้าบริเวณร้าน จะพบต้นไม้ทั้งเล็กและใหญ่มากมาย เพราะร้านนี้ขายพันธุ์ต้นไม้ด้วย รอบๆบริเวณที่นั่งรับประทานจึงมีต้นไม้ประดับอยู่ทั่วไป   สำหรับอาหาร ทางร้าน  เสริฟสเต็กที่มีทั้ง สเต็กปลาแซลมอน หมู เนื้อ ไก่ และนกกระจอกเทศ ส่วนเครื่องเคียงมีให้เลือกว่า จะเป็นสลัดผัก หรือ ส้มตำ ( Thai Salad) ส่วนขนมปังก็สามารถเลือกข้าวเหนียวนึ่งแทนได้ แต่ด้วยความชุลมุน โต๊ะเราจึงอุดมไปด้วยอาหารทุกชนิดที่กล่าวมา   และสามารถชิมอาหารได้รอบวง ดิฉันโชคดีที่นั่งใกล้คนที่ไม่รับประทานเนื้อวัว ดังนั้น สเต็กเนื้อจึงตกมาเป็นของดิฉันอีกจานโดยปริยาย เพราะไม่เคยรังเกียจและยินดีต้อนรับอาหารเนื้อทุกชนิด
       ก่อนจะตรงเข้ากรุงเทพฯ เรามีเวลาพอที่จะแวะ ตลาดมวกเหล็กอันมีชื่อเรื่อง กะหรี่พัฟเมื่อรถจอดทุกคนจึงลงไปหาซื้อกันคนละกล่องสองกล่อง แต่ดิฉันตัดสินใจไม่ได้ว่าจะซื้อร้านไหนดี เพราะมีเกือบ 100 ร้าน บรรยากาศเหมือนร้านขายขนมหม้อแกงเมืองเพชร ยังไงยังงั้นเลย เมื่อตัดสินใจไม่ได้จึงต้องอาศัยชิมของคนอื่นไปพลางๆก่อน ( เป็นอย่างนี้ทุกที )
       หลังจากซื้อเสร็จเราต่างก็หลับอย่างสบายด้วยความเหนื่อยจากการเดินทาง และเมื่อรถมาถึงจุดสิ้นสุดการเดินทาง ผู้คนที่ลงจากรถจึงทั้งหอบ ทั้งแบกของที่ซื้อมาอย่างน่าสงสาร แต่เมื่อสังเกตดูใบหน้าของแต่ละท่านล้วนมีความสุขและสนุกสนาน  ดังนั้นการหอบหิ้วจึงเป็นภาระที่มีความสุข หวังเป็นอย่างยิ่งว่า  คงได้มีโอกาสไปเที่ยวอีสานอีกครั้ง เพราะอีสานกว้างใหญ่นัก คงต้องใช้เวลาเป็นปีกว่าจะเดินทางไปให้ทั่วทุกถิ่น