บ้านป้าLily หลังนี้เปิดไว้เพื่อให้เป็นที่ที่เพื่อนๆมานั่งตั้งวงคุยกันด้วยเรื่องที่เราชอบ
โดยมีป้า Lily มานั่งเล่าเรื่องที่ดีมีประโยชน์ แถมสนุกสนานให้ฟังอีก
วันที่ท้องฟ้าสดใสในเวลาแดดร่มลมตกไม่มีอะไรดีไปกว่าการมานั่งที่ ชานเรือนของบ้านป้าLily อีกแล้ว


ยินดีต้อนรับทุกท่านจ๊ะ

วันพุธที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

หมูหวาน เซี่ยงไฮ้ Shanghai-Style Braised Pork Belly (Hong Shao Rou, 红烧肉),

Shanghai-Style Braised Pork Belly (Hong Shao Rou, 红烧肉),  is a very famous dish in Shanghai China. Everyone knows it, and there  well-known variations include the addition of hard boiled eggs, and tofu 



Here is how I made it from the leftover pork.

The ingredients are very simple:

-Pork belly (cut into thick pieces)
- sugar (rock sugar is preferred )
- shaoxing wine
- light soy sauce
- dark soy sauce
- water



ทุกครั้งที่ไปชางไห่ ต้องสั่งหมูหวาน "หง เฉ่า โร่ง " มากิน
ครั้งแรกก็เกรงๆมันหมูที่ติดหนังมาอย่างหนา
แต่พอครั้งต่อๆมา  ก็ตักใส่ปากแบบไม่คิดชีวิตกันเลย

 
ปกติ เป็นคนไม่ชอบอาหารรสหวาน  ยกเว้นจานนี้จานเดียว ที่ยอมกิน
หมูหวานแบบนี้ มีทำกันหลายเมือง  ที่มีชื่อเสียงก็คือ "หมูต่งโปของเมืองหังโจว  ซึ่งคล้ายกันมาก แต่ดูเหมือนจะมีเครื่องเทศคล้ายหมูพะโล้บ้านเรา


วันนี้เห็นหมูไหว้เจ้าเหลือเต็มตู้เย็น เลยลุกขึ้นมาทำจากหมูแข็งๆเหล่านี้
หากเพื่อนอยากลอง ควรใช้หมูสด ซึ่งจะนุ่มนวลกว่าค่ะ

เครื่องปรุงของหมูหวานเซี่ยงไฮ้ นี้มีน้อยนิด คือ
- หมูสามชั้น ส่วนท้อง
-
ซีอิ้วขาว
-
ซีอิ้วดำหวาน
-
เหล้าจีน
-
น้ำตาลกรวด





วิธีทำ 
 - หั่นหมูสามชั้น ส่วนท้อง
(
แต่วันนี้ อิฉันขี้โกง  ใช้หมูไหว้เจ้า ที่เหลือมาทำค่ะ)


หั่นหมู เป็นชิ้นเหลี่ยมพอคำ



 เมื่อหั่นหมูเป็นชิ้นพอคำ ตามที่ชอบ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นชิ้นสี่เหลี่ยม 
กนั้นนำหมูไปต้มหนึ่งครั้ง  หากใช้หมูสด ไม่ต้องให้สุกมาก 
แต่ครั้งนี้ฉันใช้หมูไหว้เจ้าที่ ถูกต้มมาจนสุก ด้วยไฟแรงจนเนื้อข้างในแข็งเกร็ง 
จึงจำเป็นต้องใช้เวลาต้มนานกว่าหมูสดอีกเท่าตัว 
เมื่อต้มเสร็จ เทน้ำต้มหมูทิ้ง

 ตั้งกระทะบนไฟ ใสน้ำมันเล็กน้อย ทอดหมูเหล่านี้ให้เหลืองสวย
เพื่อที่จะได้ไม่แตกเละ ช่วงตุ๋นนานๆ

จากนั้น เทเหล้าจีน ลงไปประมาณ 2 ฝา
ช่วงนี้กลิ่นเหล้าจะเคลือบ ชิ้นหมูไหม้ กลิ่นหอมมาก
ใส่ซีอิ้วขาว ต้องขอโทษด้วยที่บอกปริมาณไม่ได้ เพราะกะๆเอา แต่ก็เริ่มทีละน้อยก่อน อย่าใส่มากเดี๋ยวเค็มเกินจะแก้ไม่ได้  
ใส่ซีอิ้วดำหวาน ให้มีสีและกลิ่นหอม

บางคนจะเรียกอาหารจานนี้ว่า หมูตุ๋นซีอิ้ว  เพราะเครื่องปรุงหลักคือซีอิ้วนั่นเอง
เน้นว่า ไม่มีเครื่องเทศเลย  อาหารจานนี้จะหอมซีอิ้ว และเหล้าจีน เท่านั้น
จากนั้นใส่น้ำให้ท่วมหมู ตั้งไฟให้เดือด

ใส่น้ำตาลกรวด ปริมาณ หมู 1 กิโลกรัม ฉันใช้ 10 ก้อน
ต้องบอกว่า อาหารจานนี้ รสแท้จริงของเขาคือหวานมาก
ส่วนน้ำตาล ต้องใช้น้ำตาลกรวดเท่านั้น  แม้น้ำตาลโตนดจะหอมหวานดีเพียงใด  แต่มันเป็นกลิ่นไทยๆ
ส่วนความหวาน ของน้ำตาลกรวดจะหวานเย็นๆ ไม่ร้อนแรงเหมือนน้ำตาลอื่น เขามีรสเฉพาะของเขา


เมื่อเดือดดีแล้ว ค่อยๆลดไฟลง เคี่ยวต่อไปสักครึ่งชั่วโมง ลองชิมรสดูว่าหวาน เค็ม พอดีหรือยัง
รสที่ชิมนี้ เมื่อปรุงเสร็จแล้ว จะเข้มขึ้นอีก  หากรสยังไม่สมดุลกัน ระหว่างเค็มกับหวานก็เติมเครื่ิงปรุงตอนนี้ 
ลองเอามีด หรือฃ้อนซ่อมจิ้มดู หากหมูนิ่มดีแล้วก็รอให้เหลือน้ำขลุกขลิก เป็นอันเสร็จ
แต่หากหมูยังไม่นุ่ม ให้เติมน้ำ เคี่ยวต่ออีกสักพัก จนหมูนุ่มดี


 ตักใส่หม้อเก็บไว้กินได้หลายวัน

 น้ำมันจากไขมันหมูจะเคลือบชิ้นหมูสวยงามมาก อาหารจานนี้จะมีรสหวานนำ เค็มตาม และหอมเหล้าจีน  หากชอบมากใส่มากได้
ตักข้าวสวยร้อนๆ มากินกับหมูหวาน  หากกินแบบไทยๆ ก็ซอยหอมแดง กับพริกขี้หนูโรยหน้า
โอ้โห.....  ข้าวหมดหม้อแน่

ลองทำดูกันนะ
 


วันพุธที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2558

กำแพงหมื่นลี้ The Great Wall of China


   ดิฉันถูกจัดอยู่ในกลุ่มคนประเภทไร้สาระมานาน  (ต้องใช้คำว่า “ กลุ่มคน” เพราะมีคนแบบนี้เยอะ) ตอนถูกว่าก็มิได้โกรธเคืองแต่ประการใด  กลับชอบใจที่เขามองเห็นตัวตนที่แท้จริงของเราโดยไม่ต้องอธิบายให้เมื่อยสมอง ที่ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มนี้คงเป็นเพราะ มีความคิดที่ต่างไปจากคนทั่วไป  ในขณะที่พวกเขาคิดแต่เรื่องทำมาหากิน เป็นทุกข์กับชีวิตการทำงาน แต่ฉันกลับเอาแต่แสวงหาความสบายใจที่จะเดินทางไปในสถานที่ที่สร้างความประทับใจ แบบที่เด็กวัยรุ่นใช้คำว่า “ว๊าว”  


   ความแปลกยิ่งกว่านั้นคือ  หากที่ใดที่ “ว๊าว” แล้ว  ดิฉันจะกลับไปอีกครั้งแล้วครั้งเล่า ในขณะที่คนอื่นจะไม่ไปอีก เพราะถือว่าได้ไปมาแล้ว  นั่นเป็นเพราะนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่แค่ “ ไป” แต่ไม่ได้ “สัมผัส” ฉันหมายถึงใช้ใจสัมผัสสถานที่นั้นๆ


   เมื่อหลายปีที่ผ่านมา สำหรับฉัน ปักกิ่ง หรือ เป่ยจิง Beijing เป็นสถานที่หนึ่งที่ก็งั้นๆแหละ ไม่รู้จะมาทำไม  ต่อเมื่อได้มาสัมผัสครั้งหนึ่งแล้ว แม้สถานที่ท่องเที่ยวจะน้อยกว่าที่อื่นในประเทศจีน  แต่ก็เป็นเมืองหนึ่งที่ทำให้ฉันต้องมาซ้ำ และจะซ้ำๆอีกในอนาคต  หากถามหาเหตุผลก็ยังบอกไม่ได้  เพียงรู้สึกแปลกใจตัวเองมาก ที่รู้สึกตื่นเต้นเมื่อคิดว่าจะไปเป่ยจิง ความรู้สึกแบบนี้ไม่เคยเกิดเมื่อเดินทางไปประเทศอื่น... อะไรกันที่ซ่อนอยู่ในใจ......


   เมื่อจัดลำดับความประทับใจในเป่ยจิงแล้ว สิ่งที่ทำให้ดิฉันมีความสุขมากคือการได้เห็นกำแพงเมืองจีน ได้ขึ้นไปยืนอยู่บนความมหัศจรรย์ของโลก และตั้งปณิธานไว้ว่า จะมายืนตรงนี้ให้ได้ในทุกฤดูกาล  อยากเห็นสิ่งก่อสร้างนี้ในทุกสภาพอากาศ......


   อ่านมาถึงความคิดนี้แล้ว คงเห็นด้วยที่ฉันถูกจัดให้เป็น “คนไร้สาระ”ใช่ไหมคะ ก็ยอมรับแล้วว่าเป็นเช่นนั้นจริงๆ คือเป็นคนไร้สาระที่มีความสุขค่ะ  ส่วนคนที่ชีวิตมีแต่สาระนั้น ขณะนี้ยังคงใช้ชีวิตทำงานเก็บเงินใส่บัญชี ยังไม่มีเวลาหาความสุขให้ชีวิตเลย คงเป็นความสุขของพวกเขา แต่ละคนมีความสุขต่างกันไป


   นอกจากกำแพงเมืองจีนที่มัดใจฉันไว้แล้ว  สภาพความเป็นอยู่ สถานที่ สิ่งแวดล้อมในเมืองเป่ยจิง ก็ดูสบายๆสำหรับฉัน  มีที่ให้เดินชิวๆ มีร้านกาแฟอร่อยๆสวยๆให้นั่ง  มีอาหารอร่อยให้ชิม แค่นี้ก็มีเหตุผลเพียงพอที่จะกลับมาครั้งแล้วครั้งเล่า....


   การเดินทางมาเป่ยจิงครั้งนี้เป็นครั้งที่สองของฉัน ที่จริงอยากมาให้ครบสี่ฤดูเสียก่อนจึงจะเขียนเล่า  แต่ครั้งนี้พิเศษตรงที่มาพบกับสภาพอากาศแปรปรวนกระทันหัน  จนทำให้แผนที่วางไว้ในแต่วันรวนเรไปหมด  แม้จะไม่เป็นไปตามที่หวัง แต่ฉันกลับไม่โกรธเมืองเป่ยจิงเลย  ยังคงอยู่ที่นี่ได้อย่างมีความสุข กลับดีใจที่ได้มีโอกาสใช้เวลาส่วนหนึ่งของชีวิตร่วมทุกข์ร่วมสุขกับคนเป่ยจิง ( Beijinger)


   หลายคนถามว่า ทำไมไม่ศึกษาสภาพอากาศก่อนมา  หากคนถามเป็นนักเดินทางและรู้จักฉันสักหน่อย คงไม่ถามเช่นนี้  เพราะก่อนการเดินทางแต่ละครั้ง ฉันจะศึกษาทุกอย่าง เรียกว่าทำการบ้านมาอย่างดี แต่ความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ เป็นสิ่งที่บางครั้งก็อยู่เหนือ และเปลี่ยนได้เร็วเกินความคาดหมาย หากไม่เลวร้ายจนเกินไป ก็ช่างเขาเถอะ จะฝนตก แดดออก หิมะตก ลมแรง ก็ไปแก้ไขเอาเบื้องหน้า อย่าวิตกเกินไป


   ก่อนมาเป่ยจิงครั้งนี้ ฉันมีความคาดหวังหลายระดับ ( เริ่มวางแผนตั้งแต่เดือนกันยายน)

อันดับแรก  อยากเห็นกำแพงเมืองจีนท่ามกลางขุนเขาที่ปกคลุมด้วยใบไม้สีแดง คำนวนว่าหากมาในเดือนตุลาคมจะยังแดงไม่เต็มที่ คิดว่าเดือนพฤศจิกายน คงจะเป็นช่วงพีคสุดยอดของเขา รูปข้างล่างนี้คือความคาดหวังที่ 1 ของฉัน


Expectation 1





   ในเดือนพฤศจิกายน ช่วงต้นเดือนขณะที่ฉันอยู่ในประเทศสเปน สำนักข่าว CCTV ของจีนก็ประกาศว่า ขณะนี้ได้มีหิมะแรก ( First Snow) ตกบนกำแพงเมืองจีนแล้ว  ข่าวนี้มันทำให้ความหวังแรกต้องเปลี่ยนไป ความคาดหวังที่ 2 ขึ้นมาแทนที่ นั่นคือการขึ้นไปยืนบนกำแพงเมืองจีนท่ามกลางหิมะขาวที่ปกคลุม ในสภาพท้องฟ้าสดใสของฤดูหนาว ตามภาพด้านล่าง 

Expectation 2







แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงกับฉันครั้งนี้  คือ 

Reality




   จากสภาพอากาศที่เกิดขึ้น  ความเป็นจริงที่ฉันพบในการมาเป่ยจิงครั้งนี้คือ การอยู่กับเมืองและทุกสิ่งที่ปกคลุมด้วยหิมะจากพายุที่เข้ามาถล่มเมือง การเดินทางหลายเส้นทางถูกปิดทั้งทางเครื่องบิน รถไฟ และรถยนต์  เที่ยวบินกว่า 300 เที่ยวถูกยกเลิก สนามบินปิดชั่วคราว รันเวย์ถูกปกคลุมไปด้วยหิมะ ผู้โดยสารติดค้างที่สนามบินหลักหมื่น ถนนและทางด่วนหลายสายถูกปิดเพื่อความปลอดภัย  โรงเรียนส่วนใหญ่ปิดเพื่อให้นักเรียนกลับบ้าน  สถานที่ท่องเที่ยวมีผู้คนยืนรอท่ามกลางหิมะที่โปรยปรายมาตามกระแสลมที่รุนแรง บางแห่งต้องปิดให้เข้าชม  ผู้คนอยู่แต่ในที่พักหรือในศูนย์การค้า  แม้จะกังวลเรื่องการเดินทาง และติดอยู่กลางทางท่านกลางพายุหิมะ แต่ฉันก็มิได้สติแตก  กลับรู้สึกเป็นเกียรติ์ที่ได้มามีส่วนร่วมกับคนเป่ยจิงครั้งนี้






“ Snowfall Cripples Beijing, Massive Delays For Flights and Trains”

November 21 ,2018
นี่คือหัวข้อข่าววันรุ่งขึ้นหลังจากพายุหิมะถล่มเมืองเป่ยจิง จนเป็นง่อย



 ข้อมูลกำแพงเมืองจีนที่ควรรู้

   ก่อนจะไปเที่ยวกำแพงหมื่นลี้ หรือกำแพงเมืองจีน เรามารู้ข้อมูลแบบย่อๆของสถานที่นี้กันก่อน (คัดลอกมาจากหลายเวบไซต์)


    เมื่อพูดถึงกำแพงเมืองจีน เกือบทุกคนจะได้ยินเรื่องราวการก่อสร้างกำแพงนี้ของ จักรพรรดิ จิ๋นซี หรือ จิ๋นซีฮ่องเต้ ( จีนกลาง เรียก ฉิน สื่อ หวง ตี้ แปลว่า ปฐมจักรพรรดิ แห่งราชวงศ์ ฉิน )  โดย แท้จริงแล้ว การสร้างกำแพงนี้ ถูกเริ่มสร้างเมื่อ 700 ปี ก่อนคริสตกาล ในเวลานั้นแผ่นดินจีนถูกแบ่งออกเป็นประเทศหลาย ๆ ประเทศ ซึ่งมักจะปรากฏสงครามรบพุ่งระหว่างกัน ดังนั้นแต่ละประเทศจึงสร้างกำแพงเมืองขนาดใหญ่และค่อนข้างสูงขึ้นเป็นเขต ประเทศของตนเอง กำแพงเหล่านั้นไม่เหมือนกับกำแพงเมืองแบบธรรมดา แต่เป็นกำแพงที่ค่อนข้างยาวมาก เป็นกำแพงเมืองจีนก่อนราชวงศ์ฉิน


   จนเมื่อ 200 ปีก่อนคริสตกาล จักรพรรดิจิ๋นซี ทรงรวมประเทศจีนเป็นหนึ่งเดียว และสถาปนาราชวงศ์ฉินขึ้น ทรงต้องการความเป็นหนึ่งเดียวของประเทศที่มีความปลอดภัย จึงส่งกองทหาร 3 แสนคน กับประชาชน 5 แสนคน ร่วมกันสร้างกำแพงใหญ่ เริ่มจากทิศตะวันตกที่เมือง หลินเถา ถึงตะวันออกที่เมือง เลี๋ยวตง มีความยาว 10,000 ลี้ ทำให้ผู้คนเรียกกำแพงนี้ว่า “กำแพงหมื่นลี้ ”กำแพงนี้ถูกสร้างขึ้นบนฐานเดิมของ กำแพงเมืองจีนรุ่นเก่า จึงใช้เวลาสร้างเพียง 9 ปี


   กำแพงเมืองจีนจึงถูกสร้างเมื่อกว่า 2,500 ปีมาแล้ว ตั้งแต่ก่อนสมัยของจิ๋นซีฮ่องเต้ จักรพรรดิองค์แรกในประวัติศาสตร์จีน จุดประสงค์ก็เพื่อป้องกันการรุกรานจากชนเผ่าทางตอนเหนือ โดยมีการก่อสร้างเพิ่มเติมโดยฮ่องเต้องค์ต่อมาอีกหลายพระองค์ จนสำเร็จในที่สุด กำแพงเมืองจีนถือเป็นงานก่อสร้างที่มหัศจรรย์ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกเท่าที่ เคยมีมา


รายละเอียดของกำแพงเมืองจีน
 

 ตัวจีนย่อ 长城;

 ตัวจีนเต็ม 長城;

พินอิน Chángchéng ฉางเฉิง,

ภาษาอังกฤษ Great Wall of China)

เป็นสัญลักษณ์ทางประวัติศาตร์ของประเทศจีนอันยาวนาน และยังเป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก

                    
   กำแพงเมืองจีนไม่ใช่กำแพงยาวตลอด ความจริงแล้วกำแพงเมืองจีน ถูกสร้างขึ้นในหลายยุคหลายสมัยกินเวลานับพันปี โดยเป็นการเชื่อมต่อกำแพงแต่ละส่วนเข้าด้วยกัน จนเป็นแนวทอดยาวหลายพันกิโลเมตร เป็นกำแพงที่มีป้อมคั่นเป็นช่วง 

   ความยาวของกำแพงเมืองจีน จนถึงขณะนี้ยังไม่มีใครทราบความยาวที่แท้จริงของกำแพงเมืองจีน ในภาษาจีน จะเรียกกำแพงเมืองจีนว่า "กำแพงยาวหมื่นลี้" (หนึ่งลี้มีความยาวประมาณ 1/3 ไมล์) โดยคร่าวๆ กำแพงเมืองจีนมีความยาวประมาณ 4 พันไมล์ หรือ 6,350 กิโลเมตร ทอดผ่านทุ่งหญ้า ทะเลทราย และเทือกเขาสูง ความสูงของกำแพงคือ 7 เมตร และกว้าง 5 เมตร


   การก่อสร้างกำแพงเมืองจีนใช้เวลายาวนานเกิน 2 พันปี โดยการสร้างส่วนแรกนั้นเริ่มต้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 8 ก่อนคริสตกาลนั่นเอง  กำแพงเมืองจีนก่อสร้างสิ้นสุดลงในปี 1644 ในจักรพรรดิ์คนสุดท้ายของราชวงศ์หมิง หลังจากนั้นก็ไม่มีการก่อสร้างเพิ่มเติมอีกเลย มีแต่การทำนุบำรุงเท่านั้น


   สภาพของกำแพงเมืองจีนในขณะนี้ รายงานผลการสำรวจของนักอนุรักษ์เมื่อปี 2004 กล่าวว่า ขณะนี้ กำแพงเมืองจีนเหลือให้เห็นเพียง 1/3 เท่านั้น และกำลังสั้นลงเรื่อยๆ ปัญหาเกิดขึ้นเนื่องจากการขาดการดูแลและอนุรักษ์ โดยเฉพาะจากชาวไร่ชาวนาซึ่งอาศัยอยู่ใกล้กำแพงเมืองจีน ไม่สนใจประกาศของรัฐบาลที่กำหนดให้กำแพงเมืองจีนเป็นสมบัติของชาติและที่ สำคัญในช่วงปี 1970s กำแพงเมืองจีนถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของลัทธินิยมเผด็จการ จึงมีการสนับสนุนให้ผู้คนมานำอิฐไปก่อสร้างบ้านเรือนแทน


   กำแพงเมืองจีนเป็นเสมือนสุสานของผู้ก่อสร้าง มีการบันทึกไว้ว่า นักโทษจากสงครามและทาสกว่า 1 ล้านคนถูกใช้เป็นแรงงงานเพื่อก่อสร้างกำแพงเมืองจีน ซึ่งจำนวนมากเสียชีวิตลงเนื่องจากความเหน็ดเหนื่อย และความหิวโหย ซึ่งศพผู้เสียชีวิตก็จะถูกฝังอยู่ข้างใต้กำแพงนั่นเอง นานนับศตวรรษแล้ว ที่กำแพงเมืองจีนได้ชื่อว่าเป็นสุสานที่มีความยาวที่สุดในโลก เป็นที่กล่าวขานกันว่าทุกๆ หนึ่งฟุตของกำแพงเมืองจีนก็คือหนึ่งชีวิตของผู้ก่อสร้างกำแพง


   การสร้างกำแพงเมืองจีนไม่ได้มีแค่ป้องกันการคุกคามจากทางเหนือเท่านั้น แต่ยังมีเพื่อลาดตระเวณ ทุกๆ 300 ถึง 500 หลา จะมีฐานบัญชาการเพื่อใช้สับเปลี่ยนเวรยามและใช้เป็นจุดสังเกตการณ์ มีหอสังเกตการณ์กว่า 1 หมื่นแห่ง อีกทั้งยังใช้ควบคุมชายแดน ควบคุมการค้าขายผ่านชายแดน และการอพยพอีกด้วย


   ประวัติศาสตร์ของกำแพงเมืองจีนซึ่งทำให้เห็นการรวมประเทศที่มีความปลอดภัยนั้น ยังนำมาซึ่งข้อดีให้เห็นอีกหลายประการ แต่ว่าการสร้างกำแพงนี้ก็ได้นำ ความทุกข์ระทม มหาศาลมาสู่ประชาชนด้วย มีเหตุการณ์ในสมัยราชวงศ์ฉินเล่าต่อ ๆ กันมาว่า ณ เวลานั้นประชากรจีนมีอยู่ประมาณ 20 ล้านคน เป็นประชากรที่อยู่ในวัยทำงานไม่ถึง 10 ล้านคน จำนวนทหารและชาวบ้าน ก่อนและหลัง การสร้างกำแพง มีอยู่ประมาณ 4 ล้านคน เกือบจะเท่ากับแรงงานทั้งหมดที่มีอยู่ทั่วประเทศ ดังนั้น ตั้งแต่ราชวงศ์ฮั่น เป็นต้นมา จึงมีประชาชนจำนวนไม่น้อยต่อต้านการสร้างกำแพง กำเนิดเป็น บทกวี บทเพลง และนิทาน เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องระหว่างการสร้างกำแพงกับทุกข์ระทมของประชาชน แพร่หลายท่ามกลางหมู่ประชาชนอย่างกว้างขวาง เรื่องที่มีชื่อเสียงที่สุด คือ กำแพงร้องไห้ของ เมิ่ง เจียน นวี่ Meng Jiang Nu

    ตลอดการมีอยู่ของกำแพงเมืองจีนนั้น มีตำนานเล่าขานมากมาย และหนึ่งในเรื่องที่ดังที่สุดคือเรื่องของนาง Meng Jiang Nu เธอเป็นชาวนาที่ถูกบังคับให้มาทำงานที่กำแพงเมืองจีนในสมัยราชวงศ์ Qin เมื่อเธอทราบว่าสามีของเธอตายในระหว่างการทำงานที่กำแพง เธอร้องไห้จนกำแพงตรงนั้นถล่มลงมาจนเผยให้เห็นกระดูกของสามีของเธอ เธอจึงสามารถนำกระดูกไปฝังได้ เรื่องเป็นเป็นเรื่องที่เศร้ามากจนมีคนสร้างอนุสาวรีย์เพื่อรำลึกเรื่องราว ที่เกิดขึ้นอีกด้วย
   กำแพงเมืองจีน เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นที่นิยมมากที่สุดในโลก ต่อปีมีคนมาที่นี่หลายสิบล้านคน และแค่วันที่ 1 ตุลาคม ซึ่งเป็นวันชาติของจีนนั้น มีคนมาที่นี่ราว 8 ล้านคนเลยทีเดียว!  ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงที่จะมาเที่ยว กำแพงเมืองจีน และทุกสถานที่ท่องเที่ยว ในวันหยุดประจำชาติของจีน เช่นวันชาติ วันตรุษจีน ....


เริ่มต้นเดินทาง

ในวันเดินทางไปกำแพงเมืองจีนของเรา

   มีท่านผู้รู้บอกไว้ว่า* หากมาเป่ยจิงก่อนออกจากที่พักทุกเช้าให้ติดตามพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิด  พยากรณ์อากาศของเขาค่อนข้างแม่นยำ เพื่อเตรียมเสื้อผ้าให้พอ  อากาศที่ปักกิ่งเปลี่ยนเร็วมาก บางทีลดลงฮวบฮาบนับ 10 องศาภายในเวลาครึ่งวัน  ให้เตรียมเครื่องแต่งกายให้พร้อมและเหมาะสม ถ้าเราออกจากโรงแรมแล้วจะไม่สามารถกลับเข้าไปเอาเสื้อผ้าได้ทัน   
    ก่อนเดินทางมาเป่ยจิง  ฉันจึงได้ตรวจสอบสภาพอากาศมาก่อนทุกวัน  วันแรกๆ อากาศอยู่ที่ 10 องศา  แล้วค่อยๆลดลงทุกวันเป็น เลขตัวเดียว จนวันสุดท้ายก่อนเครื่องบินจะขึ้น อยู่ที่ 4 ถึง 5 องศามีหิมะเล้กน้อย 2 วัน  ซึ่งอากาศตามนี้นับเป็นเรื่องเล็กน้อยสำหรับเรา   แต่เมื่อมาถึงสนามบินแห่งเป่ยจิง ทันทีที่ฉันเปิดอินเตอร์เนตได้  ก็มีข้อความจากเพื่อนที่ไทยส่งมาว่า “พรุ่งนี้  เป่ยจิง จะมีพายุ และหิมะตกหนัก ระวังด้วย”  ขณะอ่านข้อความมองออกไปนอกอาคาร ท้องฟ้ายังสดใส ไม่มีวี่แวว
ตามข่าวที่ได้รับแต่ประการใด
   ในวันที่ไปถึง ช่วงบ่ายฟ้าเริ่มมีเมฆและฝนปรอยๆ มีเกร็ดเล็กๆของหิมะปลิวมาแผ่วเบาตามสายลม ช่างเป็นภาพที่สวยงาม เรากิน เที่ยวในเมืองอย่างสบายใจ  ช่วงค่ำก่อนที่คนขับรถจะกลับบ้าน เขาบอกเราว่า พรุ่งนี้จะมีหิมะตก ยังไม่รู้ว่าจะไปกำแพงเมืองจีนได้หรือไม่ ให้ดูว่าคืนนี้ตกหนักแค่ไหน หากตกหนักก็ต้องเปลี่ยนแผนเพราะถนนจะปิดไม่สามารถไปได้  เราก็รับทราบและทำใจรอรับผลที่จะเกิดขึ้น

    เช้าตื่น เมื่อมองออกไปนอกหน้าต่าง ถนนยังคงเหมือนเดิม ไม่มีหิมะปกคลุมอย่างที่กลัวไว้  เดินออกไปกลางแจ้งมีละอองหิมะบางเบาปลิวมาสัมผัสใบหน้า คนขับรถเดินยิ้มมาบอกว่าเราสามารถไปได้เพราะหิมะไม่ตกหนัก ถนนผ่านตลอด 



ป้อมป้าต้าหลิง (Badaling)

  
เราเลือกทางขึ้นกำแพงเมืองจีนที่ ป้อมปาต๋าหลิ่ง (北京八达长城ที่เลือกมาขึ้นที่ด่านนี้เพราะด่านนี้มีทั้ง กระเช้าไฟฟ้าขึ้นไปยังกำแพง  และทางที่ไม่มีกระเช้า นักท่องเที่ยวสามารถเลือกวิธีขึ้นได้ตามสภาพของร่างกาย  สำหรับฉันและน้องสาว เราทั้งสองคนล้วนถูกจัดอยู่ในจำพวกผู้สูงอายุและคนไร้ความสามารถ แต่มีใจอยากจะมา  เราจึงจำเป็นต้องเลือกมาด่านที่มีกระเช้าไฟฟ้า


   คนที่เคยไปทางด้านที่ไม่มีกระเช้าเล่าว่า ฝั่งที่ไม่มีกระเช้าขึ้นกำแพง  ทางเดินช่วงล่างๆ ของกำแพงเมืองจีนยังไม่ค่อยชัน เดินสบายๆ  เมื่อถึงป้อมแรกจากทางขึ้น  คนส่วนมากจะเดินมาประมาณ 1 - 2 ป้อมถ่ายรูปเป็นที่ระลึกแล้วก็กลับลงไปข้างล่าง คงจะหมดแรงตอนเดินขึ้นเสียก่อนแล้ว  

   ที่เชิงทางขึ้นด่านปาต๋าหลิ่ง  มีข้อความ เขียนไว้ว่า 不到长城非好汉 แปลว่า " ถ้าไม่ได้ไปถึงกำแพงเมืองจีนก็ไม่ถือว่าเป็นวีรบุรุษ " * ด้วยคำพูดประโยคนี้กระมัง ที่ทำให้คนจีนแทบจะทุกคนต้องมาขึ้นกำแพงนี้ให้ได้

   เราใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมงครึ่ง เดินทางมายังด่านปาต๋าหลิ่ง  ช่วงออกจากเมืองหลวง มีแค่หิมะปลิวโปรยปราย  แต่ยิ่งออกนอกเมืองมากเท่าใด หิมะก็ยิ่งหนาและหนักขึ้น  เมื่อถึงจุดหมายปลายทาง เราก็พบกับกองหิมะสูง ลมแรงแทบยืนไม่อยู่  จากความหฤหรรษ์ที่มีเกร็ดหิมะปลิวมาสัมผัสใบหน้า  กลับกลายเป็นต้องรีบวิ่งไปหาซื้อร่มมากางกันหิมะกระทบหน้าตาของเรา  และบ่อยครั้งที่ร่มเกือบปลิวหลุดมือด้วยกระแสลมแรง





   เราเดินฝ่าหิมะมายังจุดจำหน่ายตั๋วเคเบิ้ลคาร์ และพบว่าประตูอาคารปิด มีนักท่องเที่ยวที่ต่อจากนี้ไปจะเปลี่ยนสภาพเป็นเพื่อนร่วมชะตากรรมของเรา ยืนรออยู่กลุ่มหนึ่ง  และอีกหลายคนวิ่งเข้าไปหาที่กำบังความหนาวในร้านค้าที่เปิดประตูไว้

  ที่ลานกว้างหน้าอาคารสำนักงานทางขึ้นเคเบิ้ลคาร์ พนักงานมากกว่า 20 คนกำลังกวาดหิมะท่ามกลางความหนาวเหน็บ พวกเขาต้องกวาดแม้หิมะจะยังตกไม่หยุด เพราะถ้าปล่อยให้ค้างไว้จะกลายเป็นกองน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่ไม่สามารถกำจัดออกไปจากหน้าอาคารได้



      พอรู้ว่าเราไม่สามารถขึ้นกำแพงเมืองจีนได้แน่นอน  เราก็ทำใจยอมรับกับสภาพที่พบเบื้องหน้า  แต่ไหนๆมาถึงแล้วก็ขอเล่นกับหิมะสักหน่อย  เหมือนคำคมฝรั่งที่ว่า  Life isn't about waiting for the storm to pass.  It's about learning to dance in the storm.
 
   จึงเป็นที่แปลกใจแก่บรรดาพนักงานที่กำลังดูแลนักท่องเที่ยวมิให้เดินขึ้นกำแพง  และกลุ่มที่กวาดหิมะไปตามๆกัน  ที่มีหญิงชราสองคนออกมาวิ่งเล่น เต้นระบำแบบไม่กลัวลื่นล้ม (มีหลาน2คนคอยดูแลห่างๆ)  คนงานสูงอายุเดินมาคุยกับเราด้วยใบหน้าอารมณ์ดี เขาดีใจที่เห็นเราสนุก 


   เราเพลิดเพลินกับหิมะอยู่พักใหญ่ จนมือชา หน้าชา ปากทำท่าจะแข็ง  จึงตัดสินใจกลับเข้าเมือง  เมื่อเดินมาที่รถซึ่งจอดไว้  มีหิมะตกลงมาคลุมเต็มหลังคา  คนขับไปหลบหนาวที่ไหนสักแห่ง เราจึงเดินไปหากาแฟอุ่นๆกินแก้หนาว และเข้าห้องน้ำก่อนเดินทาง  โชคร้าย..กาแฟที่หวังไว้ไม่มีขาย มีแต่กาแฟกระป๋องแบบบ้านเรา แต่..ขอโทษค่ะ เขาอุ่นไว้ในเตาอุ่น ก็แปลกดี  น้องสาวซื้อมาแต่ไม่กิน แค่เอามาถือไว้ในอุ้งมือเพื่อคลายความหนาว  หลานที่ไปด้วยแนะนำให้กินก๋วยเตี๋ยวร้อนๆแทนกาแฟ  เขาสั่งมาเราเลยแบ่งกันกิน ก็อร่อยดีเหมือนกัน


   เมื่อคนขับรถมาถึงเราก็มุ่งหน้าออกจากด่านป้าต้าหลิง  มีรถนักท่องเที่ยวต่างพากันกลับเหมือนเราหลายคัน  ขณะถึงทางหลักที่จะไปยังทางด่วน เราก็พบกับแถวรถที่ติดยาว  แต่อีกไม่นานทุกคันก็ทยอยขับแยกย้ายกันไปคนละทิศละทาง  เมื่อคนขับของเราถามคันอื่นก็ได้ความว่า ทางด่วนเข้าเป่ยจิงปิด (ทางที่เรามา) ให้หาทางอื่นกลับกัน 



   คนขับอธิบายให้เราฟังว่า ทางที่จะมาและกลับเมืองหลวงได้นั้นมี 3 ทาง ขณะทางที่ 1 ที่เรามาได้ปิดไปแล้วเพื่อความปลอดภัย  เขากำลังหาทางอื่นซึ่งเป็นเส้นทางย่อยอีกทาง  หากยังไปไม่ได้อีกก็จะไปด้วยเส้นทาง Local Road คือเส้นทางที่ลัดเลาะไปตามหมู่บ้าน 

   เราเห็นความมุ่งมั่นของเขา และไว้ใจในความเป็นคนท้องถิ่นที่เป็นมืออาชีพคนหนึ่ง จึงตกลงตามที่เขาตัดสินใจ  รถของเราวิ่งออกจากด่านทางด่วนเข้าสู่ถนนอีกสาย สักพักเราก็สวนกับรถหลายคัน ถนนเริ่มติดด้วยรถ คนขับแต่ละคันพยายามหาข้อมูลเรื่องทาง เส้นทางที่สองดูเหมือนว่าจะไปไม่ได้เช่นกัน  ถึงจุดนี้รถส่วนใหญ่หันหลังกลับไปยังด่านป้าต๋าหลิง เพื่อความปลอดภัย  เพราะที่นั่นยังมีที่พักและร้านอาหาร รอพายุหิมะหยุดจนทางเปิดซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะนานแค่ไหน จึงค่อยหาทางกลับใหม่

   แต่คนขับของเรายังไม่หมดความพยายาม เราจึงหักหัวไปตามถนนหมู่บ้านที่เล็กและแคบลง เป็นทางที่คดเคี้ยวไปตามเชิงเขา ระหว่างทางไม่มีการกวาดหิมะ หลายครั้งที่รถของเราลื่นปัดเกือบลงข้างทาง แต่ก็กลับคืนมาได้ด้วยความชำนาญของเขา ทั้งสองข้างถนนมีแต่ต้นไม้ที่ถูกปกคลุมด้วยหิมะหนา ไม่เห็นพื้นดิน มีรถหลายคันตามเรามา เราถูกตำรวจสั่งให้หยุดรอเป็นระยะๆ เพราะแม้ถนนจะสามารถไปได้ แต่ก็ยังไม่ปลอดภัย ถ้ารถไปติดๆกันเป็นจำนวนมาก หากมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นกลางทาง จะไม่สามารถช่วยกันได้เลย 

   ช่วงที่เราสามารถเคลื่อนรถได้ เราต้องใช้ความเร็ว 3 รอบล้อรถต่อนาที อ่านไม่ผิดค่ะ...ดิฉันคำนวนดูความเร็วของรถที่ค่อยๆเคลื่อนรู้สึกเหมือนช้ายิ่งกว่าเต่าคลานปานนั้น  การเคลื่อนที่ของรถ เป็นไปได้น้อยกว่าการจอดรอนิ่งสนิทหลายเท่า  นานนับชั่วโมงที่เรานั่งอยู่ที่เดิม มองวิวเดิมๆ ทุกคนในรถเงียบสนิท มีเพียงเสียงท้องของบางคนร้องจ๊อกๆด้วยความหิว สำหรับฉันโชคดีที่มีก๋วยเตี๋ยวรองท้องมาบ้าง บางคนถือโอกาสหลับ แต่ฉันหลับไม่ลง หลายครั้งที่คนขับขอดับเครื่องยนต์ เพื่อเซฟน้ำมัน เพราะเราไม่รู้ว่าจะยังติดอยู่อย่างนี้อีกนานเท่าไร 
 น้ำแข็งเกาะที่กระจกรถเรา

   ช่วงที่ดับเครื่องยนต์รถ พอความอุ่นของฮีทเตอร์ค่อยๆอ่อนลง  ความหนาวจากนอกรถก็เข้ามาแทนที่  เราก็ต้องทำตัวให้อุ่นด้วยผ้าพันคอ ถุงมือ และหมวก แบบเต็มยศ  หลังจากสามชั่วโมงผ่านไปในความเงียบขณะรอคอย ฉันถามคนขับอย่างแอบมีความหวังว่าจะได้คำตอบที่ดี 

ฉัน : คุณเคยพบกับเหตุการณ์อย่างนี้มาบ้างหรือไม่
คนขับ: เคยครับ  หลายครั้งแล้ว
ฉัน : นานอย่างนี้ไหม
คนขับ :  บางครั้งก็เร็วกว่านี้
ฉัน : (แอบดีใจเล็กๆว่าคงอีกไม่นาน) แล้วเคยมีนานกว่านี้หรือ ?
คนขับ : เคยครับ เคยติดอยู่อย่างนี้ 2 วัน พร้อมผู้โดยสาร
ฉัน : ร้องจ๊ากซ์....2 วัน อุแม่เจ้าแล้วคุณทำอย่างไรล่ะ
คนขับ : หลังจากรอ 5 ชั่วโมง ผมคิดว่าน้ำมันน่าจะหมด จึงไปถามตำรวจและคนขับรถคันอื่น คิดว่าคงไปไม่ได้แน่  จึงตัดสินใจกลับไปด่านป้าต้าหลิง แล้วเช่าโรงแรมนอนจนทางการประกาศเปิดถนน ทุกคนจึงออกไปได้ครับ


    คำตอบของเขาทำให้ฉันเริ่มวิตก ประกอบกับนั่งอยู่ในรถมานาน ไม่ได้เข้าห้องน้ำเลย  มองออกไปข้างนอกมีแต่ผืนหิมะขาวเวิ้งว้าง  คนขับและหลานชายออกไปปัสสาวะกันได้  สำหรับสาวๆอย่างฉัน หันไปมองรถที่จอดต่อจากเรา และจอดข้างหน้าเรา รวมแล้วน่าจะสัก 50 คัน  บางครั้งมีสาวจีนวิ่งลงไปข้างทาง ซึ่งสามารถมองเห็นได้ชัดเจนจากรถเรา  หากเราขืนลงไปกางมุ้งฉี่ข้างทางบ้าง  ผู้คนคงเห็นกันหมดเป็นแน่ คิดได้ดังนั้นก็ต้องนั่งทนหิว และปวดท้องฉี่ต่อไป



 ในข่าว CCTV




ของจริง ที่เดียวกัน





    หลังจากที่นั่งรอเกือบสี่ชั่วโมง ก็เริ่มมีสัญญานที่ดีเกิดขึ้น เราเห็นแสงไฟรถตำรวจสวนมาแล้วโบกให้รถค่อยๆเคลื่อนไปครั้งละประมาณ 10 คัน  และในที่สุดไม่นานก็ถึงคิวของเรา รถวิ่งทะลุอุโมงค์ลอดภูเขาไปอย่างช้าๆ  เมื่ออกจากอุโมงค์ประมาณ 30 นาทีเราก็มาโผล่ที่ข้างด่าน จวิวหย่งก้วน Juyongguan ซึ่งเป็นทางขึ้นกำแพงเมืองจีนอีกจุดหนึ่ง ณ.จุดนี้แปลว่าเราน่าจะห่างจากเมืองหลวงประมาณ 40 กิโลเมตร เมื่อมองออกไปเห็นกำแพงเมืองจีน ที่ CCTV เพิ่งจะถ่ายรูปลงข่าวเรื่องหิมะตกบนกำแพงฯ มันช่างแตกต่างจากขณะนี้จนสิ้นเชิงจริงๆ
  






   จากความเร็วของรถระดับเต่าไล่กัดยางได้  ในที่สุดเราก็หลุดออกมาจากทางเล็กขึ้นสู่ทางหลวงใหญ่ หิมะเริ่มเบาบาง ถนนแฉะและลื่นเล็กน้อย ไม่นานนักเราก็มาถึงย่านชานเมือง และสิ่งแรกที่ทำคือ รีบหาร้านอาหารให้เร็วที่สุด  ปกติฉันจะวางแผนไว้ว่า ในแต่ละวันว่าจะกินร้านไหน โดยทุกร้านต้องอร่อยเริ่ดเท่านั้น  แต่เวลานี้ ฉันรีบบอกคนขับว่าไปร้านไหนก็ได้ ก่อนที่ฉันจะเป็นลมด้วยความหิว  ดังนั้นอาหารกลางวันของเราจึงเป็นเกี๊ยวแบบจีนทางตอนเหนือ ที่เราได้กินเอาเกือบสี่โมงเย็น ก็นับว่ายังโชคดีที่ยังมีให้กิน 

   เป็นอันว่า โปรแกรมการเที่ยวของเราวันนี้ต้องจบลง เพราะหมดเวลาของแสงสว่างแล้ว  ในฤดูหนาวเยี่ยงนี้แค่ 17.00 น.ท้องฟ้าก็มืดมิดเหมือนสองทุ่มบ้านเรา ที่ที่จะไปได้ก็มีเพียงห้างและศูนย์การค้าในร่มเท่านั้น  เราจึงแค่ไปเดินห้างปลอบขวัญตัวเองให้หายกระเจิงพักใหญ่ก่อนจะแยกย้ายกันไปนอน เหตุการณ์วันนี้นับเป็นประสบการณ์หนึ่งที่ธรรมชาติมอบให้เรา ไม่ลืมที่จะขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ช่วยให้เรากลับมาได้อย่างปลอดภัย

วันรุ่งขึ้น (ขอเล่าแถมจากกำแพงเมืองจีน)

หลังจากล้มเหลวในการขึ้นกำแพงเมืองจีนมาแล้ว
วันรุ่งขึ้น ฉันและคณะก็ออกจากที่พักแต่เช้าเพื่อไปเที่ยวจตุรัสเทียนอันเหมน และ พระราชวังต้องห้าม เป็นการแก้ตัว แต่โชคชะตาฟ้าลิขิต ที่กำหนดให้เราต้องผิดหวังอีกครั้ง เพราะวันที่ไปเป็นวันจันทร์ ซึ่งเป็นวันปิดให้เข้าชม  แต่หากเรามาก่อนวันนี้ อันเป็นวันที่พายุหิมะถล่มเมืองเป่ยจิง  สภาพที่เราต้องเผชิญคงเลวร้ายกว่าการไปติดอยู่ในรถเป็นแน่ ( ชมรูปเปรียบเที่ยบด้านล่าง) 


 Expectation
 









Reality 

 หากเรามาก่อน หน้านี้ 1 วัน






วันที่เราไป






ใบไม้ที่ยังไม่ถึงเวลาร่วง แต่ก็ต้องหลุดจากต้นเพราะ
ความแรงของลมและหิมะ



สำหรับพระราชวังต้องห้ามมีกฏระเบียบที่ต้องทราบก่อนมาเที่ยวที่เพิ่มขึ้นคือ

1. จะปิดให้เข้าชมในวันจันทร์

2. จีนประกาศจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวที่จะเข้าชมพิพิธภัณฑ์พระราชวังกู้กุง กรุงปักกิ่ง 北京故宫博物 ให้มีจำนวนไม่เกิน 80,000 คนต่อวัน เพื่อไม่ให้เกิดการแออัดในการเข้าชม และป้องกันความเสียหายแก่โบราณสถานที่เกิดจากการมีจำนวนนักท่องเที่ยวมากเกินไป  รวมทั้งออกมาตรการป้องกันไม่ให้มีการเวียนซื้อบัตรเข้าชมไว้ขายเก็งกำไร ทั้งนี้จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 13 มิถุนายน 2015 เป็นต้นไป 

3. โดยมาตรการใหม่นี้ จัดระเบียบให้กรุ๊ปทัวร์เข้าชมช่วงบ่าย และจะต้องซื้อบัตรผ่านระบบออนไลน์เท่านั้น

4. ส่วนนักท่องเที่ยวอิสระที่ไปกันเอง ให้แสดงบัตรประชาชนหรือหนังสือเดินทางทุกคนในขณะซื้อบัตรผ่านประตู และจำกัดให้ซื้อได้คนละ 1 ใบเท่านั้น 

  เรื่องการผจญภัยที่เล่ามานี้  ช่วงที่อยู่ในปัญหา เรามักจะขำไม่ออก แต่พอพ้นมาได้แล้ว เราก็จะเก็บมาเล่ากันเหมือนเป็นเรื่องสนุกสนาน หวังว่าเรื่องเล่าครั้งนี้คงสร้างประโยชน์และความบันเทิงให้แก่เพื่อนๆได้บ้าง  ฉันจะยังคงจะไปกำแพงเมืองจีนและเป่ยจิงอีกหลายครั้ง ตามความตั้งใจที่วางไว้ 



  รูปนี้มีคนบอกว่า เป็นรูปกำแพงเมืองจีน ที่มองลงมาจากยานอวกาศ แม้ที่ผ่านมา เหตุที่ฉันขึ้นกำแพงเมืองจีน ก็เพราะเห็นรูปสวยๆจากทุกสารทิศมายั่วยวนใจ แต่ขอให้ทุกท่านเบาใจได้ว่า ฉันจะไม่ขึ้นไปมองกำแพงเมืองจีน จากยานอาวกาศแบบนี้แน่นอน  โปรดวางใจ

พบกันใหม่กำแพงหมื่นลี้ ....



ภาพ  อ้างอิง: เนื้อหา ข้อมูล รูป 
 

ขอบคุณ อาจารย์สุวรรณา http://www.futurec-cn.com/
https://th.wikipedia.org/wiki/




http://www. beijingholiday.com

http://www.  Tripadvisor

http://www.  quora.com

http://www. en.people.cn

http://www. timeputshanghai.com

http://www. arikairflight.worldpress

http://www. png  enpeople.cn

www.china_.org_.cn-400202.jpg