บ้านป้าLily หลังนี้เปิดไว้เพื่อให้เป็นที่ที่เพื่อนๆมานั่งตั้งวงคุยกันด้วยเรื่องที่เราชอบ
โดยมีป้า Lily มานั่งเล่าเรื่องที่ดีมีประโยชน์ แถมสนุกสนานให้ฟังอีก
วันที่ท้องฟ้าสดใสในเวลาแดดร่มลมตกไม่มีอะไรดีไปกว่าการมานั่งที่ ชานเรือนของบ้านป้าLily อีกแล้ว


ยินดีต้อนรับทุกท่านจ๊ะ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ชีวิต แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ชีวิต แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2556

เอี๋ยนหุย กับ ขงจื้อ....



เอี๋ยนหุย กับ ขงจื้อ....คติสอนใจ


คติสอนใจจากเรื่องราวของเอี๋ยนหุย ชายหนุ่มผู้เป็นลูกศิษย์ของขงจื้อ ได้รับ Forward มาจากเพื่อน เห็นว่ามีประโยชน์ สามารถที่นำมาปรับใช้กับชีวิตของเราได้ ลองอ่านและพิจารณาดูค่ะ



เอี๋ยนหุยใฝ่ศึกษา มีคุณธรรมงดงาม เป็นศิษย์รักของขงจื้อ  มีอยู่วันหนึ่ง เอี๋ยนหุยออกไปทำธุระที่ตลาด เห็นผู้คนจำนวนมากห้อมล้อมอยู่ท ี่หน้าร้านขายผ้า จึงเข้าไปสอบถามดู จึงรู้ว่าเกิดการพิพาทระหว่างคน ขายผ้ากับลูกค้า ได้ยินลุกค้าตะโกนเสียงดังโหวกเหวกว่า

“3 x 8 ได้ 23 ทำไมท่านถึงให้ข้าจ่าย 24 เหรียญล่ะ!



เอี๋ยนหุยจึงเดินเข้าไปที่ร้าน หลังจากทำความเคารพแล้ว ก็กล่าวว่า


พี่ชาย 3 x 8 ได้ 24 จะเป็น 23 ได้ยังไง? พี่ชายคิดผิดแล้ว ไม่ต้องทะเลาะกันหรอก



คนซื้อผ้าไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง ชี้หน้าเอี๋ยนหุยและกล่าวว่า


ใครให้เจ้าเข้ามายุ่ง! เจ้าอายุเท่าไหร่กัน! จะตัดสินก็มีเพียงท่านขงจื้อเท่านั้น ผิดหรือถูกมีท่านผู้เดียวที่ข้าจะยอมรับ ไป  ไปหาท่านขงจื้อกัน
เอี่ยนหุยกล่าวว่า

ก็ดี หากท่านขงจื้อบอกว่าท่านผิด ท่านจะทำอย่างไร?”


คนซื้อผ้ากล่าวว่า

 หากท่านวินิจฉัยว่าข้าผิด ข้ายอมให้หัวหลุดจากบ่า! แล้วหากเจ้าผิดล่ะ?”


เอี๋ยนหุยกล่าวว่า

หากท่านวินิจฉัยว่าข้าผิด ข้ายอมถูกปลดหมวก(ตำแหน่ง)



ทั้งสองจึงเกิดการเดิมพันขึ้น

เมื่อขงจื้อสอบถามจนเกิดความกระจ่าง ก็ยิ้มให้กับเอี๋ยนหุยและกล่าวว่า


“3 x 8 ได้ 23 ถูกต้องแล้วเอี๋ยนหุย เธอแพ้แล้ว ถอดหมวกของเธอให้พี่ชายท่านนี้เสีย


เอี๋ยนหุย ไม่โต้แย้ง ยอมรับในการวินิจฉัยของท่านอาจารย์ จึงถอดหมวกที่สวมให้แก่ชายคนนั้น
ชายผู้นั้นเมื่อได้รับหมวกก็ยิ้มสมหวังกลับไป

 ต่อคำวินิจฉัยของขงจื้อ ต่อหน้าแม้เอี๋ยนหุยจะยอมรับ แต่ในใจกลับไม่ได้คิดเช่นนั้น
เอี๋ยนหุยคิดว่าท่านอาจารย์ชรามากแล้ว ความคิดคงเลอะเลือน จึงไม่อยากอยู่ศึกษากับขงจื้ออีกต่อไป


 พอรุ่งขึ้น เอี๋ยนหุยจึงเข้าไปขอลาอาจารย์กลับบ้าน ด้วยเหตุผลที่ว่าที่บ้านเกิดเรื่องราว ต้องรีบกลับไปจัดการ  ขงจื้อรู้ว่าเอี๋ยนหุยคิดอะไรอยู่ ก็ไม่ได้สอบถามมากความ อนุญาตให้เอี๋ยนหุยกลับบ้านได้
ก่อนที่เอี๋ยนหุยจะออกเดินทาง ได้เข้าไปกราบลาขงจื้อ ขงจื้อกล่าวอวยพรและให้รีบกลับม า หากเสร็จกิจธุระแล้ว พร้อมกันนั้นก็ได้กำชับว่า


อย่าแฝงเร้นกายใต้ต้นไม้ใหญ่ อย่าฆ่าผู้ใดหากไม่ชัดแจ้ง



เอี๋ยนหุยคำนับพร้อมกล่าวว่า


ศิษย์จะจำใส่ใจ แล้วลาอาจารย์ออกเดินทาง 

 เมื่อออกเดินทางไปได้ระยะหนึ่ง เกิดพายุลมแรงสายฟ้าแลบแปลบ เอี๋ยนหุยคิดว่าต้องเกิดพายุลมฝนเป็นแน่ จึงเร่งฝีเท้าเพื่อจะเข้าไปอาศัยอยู่ไต้ต้นไม้ใหญ่ แต่ก็ฉุกคิดถึงคำกำชับของท่านอาจารย์ที่ว่า



อย่าแฝงเร้นกายใต้ต้นไม้ใหญ่ อย่าฆ่าผู้ใดหากไม่ชัดแจ้ง



เราเองก็ติดตามท่านอาจารย์มาเป็นเวลานาน ลองเชื่ออาจารย์ดูอีกสักครั้ง คิดได้ดังนั้น จึงเดินออกจากต้นไม้ใหญ่

 

ในขณะที่เอี๋ยนหุยเดินไปได้ไม่ไกลนัก บัดดล สายฟ้าก็ผ่าต้นไม้ใหญ่นั้นล้มลงมาให้เห็นต่อหน้าต่อตา เอี๋ยนหุยตะลึงพรึงเพริด คำกล่าวของพระอาจารย์ประโยคแรกเป็นจริงแล้ว หรือตัวเราจะฆ่าใครโดยไม่รู้สาเหตุ? เอี๋ยนหุยจึงรีบเดินทางกลับ กว่าจะถึงบ้านก็ดึกแล้ว แต่ไม่กล้าปลุกคนในบ้าน เลยใช้ดาบที่นำติดตัวมาค่อยๆเดาะดาลประตูห้องของภรรยา

เมื่อเอี๋ยนหุยคลำไปที่เตียงนอน ก็ต้องตกใจ ทำไมมีคนนอนอยู่บนเตียงสองคน! เอี๋ยนหุยโมโหเป็นอย่างยิ่ง จึงหยิบดาบขึ้นมาหมายปลิดชีพผู้ที่นอนอยู่บนเตียง เสียงกำชับของอาจารย์ก็ดังขึ้นมา



อย่าฆ่าผู้ใดหากไม่ชัดแจ้ง

เมื่อเขาจุดตะเกียง จึงได้เห็นว่า คนหนึ่งคือภรรยา อีกคนหนึ่งคือน้องสาวของเขาเอง



พอฟ้าสาง เอี๋ยนหุยก็รีบกลับสำนัก เมื่อพบหน้าขงจื้อจึงรีบคุกเข่ากราบอาจารย์และกล่าวว่า


ท่านอาจารย์ คำกำชับของท่านได้ช่วยชีวิตของศิษย์ ภรรยาและน้องสาวไว้ ทำไมท่านจึงรู้เหมือนตาเห็นว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับศิษย์บ้าง?”


ขงจื้อพยุงเอี๋ยนหุยให้ลุกขึ้น และกล่าวว่า



เมื่อวานอากาศไม่ค่อยสู้ดีนัก น่าจะมีฟ้าร้องฟ้าแลบเป็นแน่ จึงเตือนเธอว่า อย่าแฝงเร้นกายใต้ต้นไม้ใหญ่ และเมื่อวาน เธอจากไปด้วยโทสะ แถมยังพกดาบติดตัวไปด้วย อาจารย์จึงเตือนเธอว่า อย่าฆ่าผู้ใดหากไม่ชัดแจ้ง



เอี๋ยนหุยโค้งคำนับ



ท่านอาจารย์คาดการดังเทวดา ศิษย์รู้สึกเคารพเลื่อมใสท่านเหลือเกิน


ขงจื้อจึงตักเดือนเอี๋ยนหุยว่า



อาจารย์ว่าที่เธอขอลากลับบ้านนั้นเป็นการโกหก ที่จริงแล้วเธอคิดว่าอาจารย์แก่แล้ว ความคิดเลอะเลือน ไม่อยากศึกษากับอาจารย์อีกแล้ว เธอลองคิดดูสิ อาจารย์บอกว่า 3×8 ได้ 23 เธอแพ้ ก็เพียงแค่ถอดหมวก หากอาจารย์บอกว่า 3×8 ได้ 24 เขาแพ้ นั่นหมายถึงชีวิตของคนๆหนึ่ง เธอคิดว่าหมวกหรือชีวิตสำคัญล่ะ?”





 เอี๋ยนหุยกระจ่างในฉับพลัน คุกเข่าต่อหน้าขงจื้อ แล้วกล่าวว่า


ท่านอาจารย์เห็นคุณธรรมเป็นสำคัญ โดยไม่เห็นแก่เรื่องถูกผิดเล็กๆน้อยๆ ศิษย์คิดว่าอาจารย์แก่ชราจึงเลอะเลือน ศิษย์เสียใจเป็นที่สุด


 จากนั้นเป็นต้นไป ไม่ว่าขงจื้อจะเดินทางไปยังแห่ง หนตำบลใด เอี๋ยนหุยติดตามไม่เคยห่างกาย



จากตำนานเรื่องเล่านี้ ทำให้ข้าพเจ้านึกถึงเพลงๆหนึ่งของอิวเค่อหลี่หลิน(นักร้องดูโอของไต้หวัน) ที่ร้องว่า



หากสูญเสียเธอไป ต่อให้เอาชนะทั้งโลกได้แล้วจะยังไง?”

เช่นกัน บางครั้งคุณอาจเอาชนะคนอื่นด้วยเหตุผลของคุณ แต่อาจจะสูญเสียสิ่งที่สำคัญที่สุดไป
เรื่องราวต่างๆ แบ่งเป็นหนักเบารีบช้า อย่าเป็นเพราะต้องการเอาชนะให้ได้ แล้วทำให้เสียใจไปตลอดชีวิต
เรื่องราวมากมายที่ไม่ควรทะเลาะ กัน ถอยหนึ่งก้าวทะเลกว้างฟ้างาม


ทะเลาะกับลูกค้า ต่อให้ชนะ ก็แพ้อยู่ดี

(วันที่ส่งตัวอย่างผลิตภัณฑ์ใหม่ คุณก็จะรู้สึก)


ทะเลาะกับเถ้าแก่ ต่อให้ชนะ ก็แพ้อยู่ดี

(วันที่ตรวจผลงานปลายปีมาถึง คุณก็จะรู้สึก)


ทะเลาะกับภรรยา ต่อให้ชนะ ก็แพ้อยู่ดี

(เธอไม่สนใจคุณ คุณก็หากับข้าวกินเองละกัน)


ทะเลาะกับเพื่อน ต่อให้ชนะ ก็แพ้อยู่ดี

(เคลียร์ไม่ได้ คุณอาจจะเสียเพื่อนไปเลย)


ใบชา เกิดสีสวยและกลิ่นหอมน่าลิ้มลองได้ ก็เพราะโดนน้ำร้อนลวก
ชีวิตของคนเราก็เช่นเดียวกัน เพราะเผชิญกับอุปสรรคครั้งแล้วครั้งเล่า
จึงเหลือไว้ซึ่งเรื่องราวเป็นตำนานให้ได้เล่าขานน่าตามติด
ผู้ที่รู้สำนึกคุณอยู่เสมอ จึงเป็นผู้มีวาสนามากที่สุด







วันพฤหัสบดีที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2556

Lunch with friends..........‏



อาหารมื้อกลางวันกับเพื่อน 

    เมื่อไม่นานมานี้ ฉันได้รับ Forward Mail ที่น่าสนใจฉบับหนึ่ง ดูเหมือนมันจะเป็น Mail ที่เอาใจฉันมาก แต่กระนั้น ก็มีเหตุผลในตัวของมัน  มันเป็นเหมือนผู้ปลดปล่อยฉันออกจากกรงขังโดยแท้จริง  จนฉันอยากจะแบ่งปันเนื้อหาของจดหมายนี้กับเพื่อนๆ ...( เฉพาะคนที่เข้าใจ)เป็นอย่างยิ่ง

   ฉันรู้ว่ามันต้องมีเหตุผลเสมอว่า ทำไมฉันถึงกิน  ฉันกินอะไร   ฉันต้องการอะไร  และเมื่อไรกัน
ความจริงของชีวิตก็คือ  คนเรามักต้องทำอะไรในชีวิตประจำวันอย่างมีเหตุผลเสมอ  เราอาจต้องอยู่ในกรอบที่กำหนดโดยสังคมประเพณีและสิ่งแวดล้อม     สำหรับฉัน ..... ดูๆแล้วรู้สึกเหมือนกำลังถูกขังไว้ตลอดชีวิตด้วยคุกที่เราสร้างมันขึ้นมาเอง   ด้วยความคิดกีดกันตัวเองจากสิ่งที่มีคนบอกว่ามันไม่ควร  เช่น อย่ากินนี่  อย่ากินนั่น   ทำไมไม่ทำอย่างนี้  ทำอย่างนี้เพื่ออะไร  ?......

และวันนี้...หลังจากถูกจองจำมานาน ฉันก็เริ่มอยากหนีออกมาจากกล่องหรือคุกนี้เสียที  ฉันอายุมากจนเกินกว่าจะแคร์กับกฏระเบียบที่ผูกมัดตัวฉันเสียแล้ว  โดยเฉพาะเรื่องการกิน  คิดอยู่เสมอว่าการมีชีวิตอยู่ต่อไป ควรจะอยู่อย่างมีความสุข  สุขกับทุกอย่าง รวมทั้งการกินอาหารอย่างมีความสุข...จนถึงวันสุดท้ายของฉัน

สิ่งที่จะอ่านต่อไปนี้   เป็นจดหมายที่ได้รับการส่งต่อมา ( เป็นภาษาอังกฤษที่ฉันแปลเป็นภาษาไทย-หากผิดบ้างโปรดอภัย  )  มันอาจถูกมองว่าถูกต้อง และไม่ถูกต้อง  สำหรับคนที่เข้าใจสิ่งที่กำลังจะสื่อ  แค่อ่านก็เข้าใจได้โดยไม่ต้องมีการอธิบายเพิ่ม  แต่สำหรับคนที่ไม่เข้าใจ การอธิบายก็ไม่ใช่สิ่งที่จำเป็น....

รายละเอียดของบทความชื่อ 
Lunch with friends.......... อาหารมื้อกลางวันกับเพื่อน
เขียนว่า................

 วันหนึ่ง ผมไปกินอาหารกลางวันกับบรรดาก๊วนกอล์ฟ  โดยมี จิม นักกอล์ฟวัย 80 ปี อยู่ในก๊วนนี้ด้วย  ดูช่างเป็นก๊วนที่น่าสนุกสนานเสียจริง หลังจากดูเมนู  พวกเรา (นักกอล์ฟ) สั่งสลัด  แซนด์วิช และซุป  ยกเว้น จิม ซึ่งสั่ง “ ไอศกรีม”
 “ เอาไอติมช๊อคโกแลต 2 ลูก เขาบอกพนักงานเสริฟ
  
ผมแทบไม่เชื่อหูเลยว่า ผมได้ยินถูกต้องหรือไม่ และทุกคนในโต๊ะก็ถึงกับตกตะลึง  แต่จิมก็ช่วยตอกย้ำให้ชัดเจนอย่างไม่สะทกสะท้านว่า
“ ช่วยเสริฟมาพร้อมกับพายแอปเปิ้ลร้อนๆนะ”

พวกเราในโต๊ะพยายามสำรวมท่าทีตามมารยาทโดยไม่สนใจใยดีกับพฤติกรรมการกินของจิม และก็ไม่อยากบอกเลยว่า เมื่ออาหารของผมถูกนำมาเสริฟ ผมรู้สึกว่ามันช่างไม่อร่อยเอาเสียเลย 

ผมได้แต่นั่งมองจิมกินขนมพายแอปเปิลกับไอศกรีมของเขาอย่างเอร็ดอร่อย คนอื่นๆที่ยังคงสงสัยกับสิ่งที่เกิดขึ้น   ก็ได้แต่นั่งกินอาหารของตัวเองอย่างเงียบๆ พร้อมกับอมยิ้มอย่างงงๆ

 วันต่อมา ผมออกไปกินอาหารกลางวันอีกครั้ง โดยได้เชิญจิมมาร่วมโต๊ะด้วย  คราวนี้ผมสั่งปลาทูน่าเนื้อขาว แต่จิมสั่งไอศกรีม ทรงเครื่อง ( ที่เรียกว่า  Parfait ) และเมื่อผมยิ้มที่เห็นเขาสั่งของหวาน  จิมจึงถามขึ้นว่า เขาทำให้ผมขบขันหรือไม่” 

คำตอบของผมคือ “ ใช่ ..." 
" แต่นอกจากขำแล้ว คุณยังทำให้ผมสับสนอีกด้วย”  
 “ ผมแปลกใจมากที่คุณสั่งขนมหวานที่อุดมไปด้วยไขมันและน้ำตาล  ในขณะที่ผมต้องระวังอาหารเพื่อเหตุผลด้านสุขภาพ "

จิม หัวเราะอย่างขบขัน  และพูดว่า
 “ ผมกำลังชิมอาหารทุกอย่างให้มากเท่าที่จะเป็นไปได้  
ผมพยายามกินอาหารที่ผมอยากกิน  และจะทำทุกอย่างที่ควรจะทำ  
ชีวิตมันสั้นนะ ..เพื่อนเอ๋ย 
ผมเกลียดการพลาด   ไม่ได้ทำสิ่งดีๆที่ควรจะทำ 
ผมรู้ว่าปีนี้ผมอายุเท่าไรแล้ว   
ผมไม่เคยแก่อย่างงี้มาก่อนเลย ( เขายิ้มขณะพูด)


ดังนั้น….ก่อนที่ผมจะจากโลกนี้ไป   
ผมจึงพยายามทำในสิ่งที่ผมเคยละเลย
หรือมองข้ามมันตลอดหลายปีที่ผ่านมา
ผมยังไม่ได้ดอมดมความหอมของดอกไม้เลย
มีปลาเทร๊าท์ในแม่น้ำอีกมากมายที่ผมยังไม่เคยไปตกมัน
ยังมีไอศครีมซันเดย์ทรงเครื่องให้สวาปามอีกมาก
และยังมีว่าวที่รอจะบินอยู่เหนือหัวเรา
มีสนามกอล์ฟที่ยังไม่ได้ไปเล่นอีกหลายแห่ง
มีนิทานตลกๆอีกหลายเรื่องที่ยังไม่ได้หัวเราะไปกับมัน
และผมก็พลาดการแข่งขันกีฬาดีๆไปหลายแมตต์ 
รวมไปถึงมันฝรั่งทอดกับโค๊กที่ขายในสนามด้วย


ผมอยากมีโอกาสได้ลุยสายน้ำใสในลำธาร
หรือรู้สึกถึงละอองคลื่นทะเลที่ปลิวมาสัมผัสกับใบหน้า
ผมอยากมีโอกาสได้นั่งในโบสถ์เล็กๆแถวบ้านนอกอีกสักครั้ง
เพื่อขอบคุณในพระกรุณาธิคุณของพระผู้เป็นเจ้า 


ผมอยากกินขนมปังปิ้งทาเนยถั่วเป็นอาหารเช้าทุกวัน
ผมอยากใช้โทรศัพท์ทางไกลคุยกับผู้คนที่ผมรัก แบบไม่ต้องมีกำหนดเวลา
ผมยังไม่ได้ร้องไห้เวลาดูหนังเศร้าเลย 
หรือแม้แต่จะเดินกลางสายฝนในยามเช้า
ผมอยากได้สัมผัสของสายลมที่พลิ้วผ่านใบหน้าผม
และแน่นอน ผมอยากจะมีความรักอีกสักครั้ง......


ดังนั้น.........เมื่อผมเลือกที่จะสั่งของหวาน  แทนที่จะเป็นอาหารจานหลัก 
 และเกิดผมตายไปก่อนที่ช่วงเย็นนี้ จะมาถึง   
ผมก็จะตายอย่างผู้ชนะ  
เพราะผมไม่ได้พลาดอะไรเลย   
ผมได้เติมเต็มความปรารถนาของผมเรียบร้อยแล้ว
ผมได้กิน “ช๊อคโกแลต มูส”  ถ้วยสุดท้ายเรียบร้อยแล้ว 
ก่อนที่ชีวิตผมจะหมดเวลาลง 


หลังจากฟังจิมพูดเสร็จ  ผมรีบเรียกพนักงานเสริฟมาอีกครั้งพร้อมพูดว่า
" ผมเปลี่ยนใจแล้ว  ผมเอาไอศกรีมแบบที่คุณคนนี้สั่ง แต่ขอเพิ่มวิปครีมด้วยนะ "


และทั้งหมดนี่คือของขวัญที่ผมมอบให้คุณทุกคน   
เราต้องการ “ วันเพื่อนแห่งชาติ” เพื่อส่งจดหมายนี้
หากคุณบังเอิญได้รับจดหมายแบบนี้จากเพื่อนซ้อน 2 ครั้ง 
นั่นแปลว่า  คุณมีเพื่อนมากกว่า 1 คน


จงใช้ชีวิตให้สุขสบาย  รักคนให้มาก หัวเราะบ่อยๆ และมีความสุขกับชีวิต    
จำไว้ว่า ความสุขไม่ได้ขึ้นกับจำนวนทรัพย์สิน  อำนาจวาสนา หรือศักดิ์ศรี 
แต่ขึ้นอยู่กับมิตรภาพและความสัมพันธ์ ระหว่างเรากับคนที่เราชอบและนับถือเขา 
 
จำไว้ว่า " ขณะที่เงินกำลังพูด  แต่ไอศกรีมช๊อคโกแลตต์ กำลังร้องเพลง "
 
จงอยู่อย่างสบายใจ  หัวเราะให้เต็มที่  และมีความรักตลอดเวลา  (จนหมดหัวใจ )