บ้านป้าLily หลังนี้เปิดไว้เพื่อให้เป็นที่ที่เพื่อนๆมานั่งตั้งวงคุยกันด้วยเรื่องที่เราชอบ
โดยมีป้า Lily มานั่งเล่าเรื่องที่ดีมีประโยชน์ แถมสนุกสนานให้ฟังอีก
วันที่ท้องฟ้าสดใสในเวลาแดดร่มลมตกไม่มีอะไรดีไปกว่าการมานั่งที่ ชานเรือนของบ้านป้าLily อีกแล้ว


ยินดีต้อนรับทุกท่านจ๊ะ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ร้านอาหาร แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ร้านอาหาร แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2557

กินฮ่องกง


ฉันไม่ใช่คนเก่งด้านอาหาร  ไม่ใช่ผู้ค้นพบร้านเด็ดร้านดัง  ไม่ได้ตั้งใจมาแนะนำร้านอร่อยเว่อร์  ฉันเป็นเพียงคนที่อยากมีความสุขกับการกินอาหารอร่อย ในร้านที่มีบรรยากาศเหมาะสมเข้ากันได้ดีกับสิ่งที่กำลังกิน  การนำรูป เรื่องร้านอาหารมานำเสนอทุกครั้ง เป็นเพียงการอยากเล่าสู่กันฟังถึงความสุขนั้น  ร้านที่ไปส่วนใหญ่จะถามคนรู้  ค้นจากอินเตอร์เนต ส่วนมาตรฐานความอร่อย ต้องทำใจว่า แต่ละคนมีรสนิยมไม่เหมือนกัน ดิฉันชอบก็ว่าอร่อย  คนตามไปกินไม่ชอบ อาจบอกว่า “ แหลก..ม่ายลง”  ดังนั้น...โปรดทำใจสักนิดค่ะ


          เนื่องจากเป็นการไปแบบสายฟ้าแลบ รีบไปรีบกลับ ร้านที่อยากกินมีมากเกินเวลา จำเป็นต้องเลือกร้านทิ่อยากมาก ถึงมากที่สุดก่อน  เอาไว้คราวหน้าค่อยมาเก็บร้านที่เหลือ  ร้านแรกที่เราตั้งใจวิ่งเข้าไป คือร้าน “ เฉี่ยวฟะ ” เรียกว่ารีบไปเพราะหิวมาจากสนามบินแล้ว และไม่ยอมแวะที่ไหนเลย  เพราะเสียดายความหิวจะถูกตัดหน้าไปเสียก่อนที่จะเจอของอร่อย
           ร้าน “ เฉี่ยวฟะ ” ไม่ใช่ร้านใหม่ของฉัน  แต่เป็นร้านที่บริบูรณ์ไปด้วยอาหารอร่อย ที่สามารถกินได้หลายอย่างในที่แห่งเดียว  ปกติหากเป็นมื้อเช้า ทุกคนจะตั้งใจมากิน โจ๊ก แต่มื้อกลางวันของฉันวันนี้ ขอเป็นบะหมี่เกี๊ยว ที่ขึ้นชื่อมาก  น้องสาวสั่งคากิหมูมาหนึ่งจาน ตามด้วยลูกชิ้นปลาลวก เห็นจำนวนอาหารที่สั่งมาน้อยนิดนี่อย่าคิดว่าไม่อิ่มนะคะ  ปริมาณแต่ละจานเยอะมาก อิ่มแฮ๊กค่ะ  อาหารแต่ละอย่างให้คะแนนไม่ถูกว่าจานไหนเด่นกว่ากัน เริ่ดทุกจานค่ะ
 บะหมี่เกี๊ยว

 คากิหมู

 ลูกชิ้นปลาลวก


          สำหรับมื้อเย็น ฉันบอกแกมสั่งคนฮ่องกงที่มาสมทบว่า  มื้อนี้ต้อง “ หย่งกี่” นะ “ หย่งกี่” หรือ หย่งเก (Yung Kee) เป็นร้านที่ได้ชื่อว่ามี สุดยอดของห่านย่าง  ขณะที่กำลังพูดคนฮ่องกงมองหน้าดิฉัน เขาบอกว่าคนฮ่องกงน้อยนักจะมีโอกาสได้ไปกินร้านนี้  เพราะเป็นร้านที่ค่อนข้างแพง  คนไทยอย่างเรามากินกันบ่อย  ฉันแก้ตัวว่าไม่ได้ร่ำรวยอะไร แต่ไม่ได้มาบ่อยๆ ขอกินหน่อยเถอะ




          ภัตตาคารหย่งกี ชื่อนี้เป็นที่คุ้นหูของคนไทยมาก  ใครไปฮ่องกงก็ต้องหาโอกาสไปชิมอาหารของเขาสักครั้ง  ร้านนี้เคยถูกจัดอันดับให้เป็น 1 ใน 15 สุดยอดภัตตาคารโลกในปี 1968   ร้านเปิดให้บริการทั้งมื้อกลางวัน และอาหารค่ำ ปกติลูกค้าจะเต็มจนล้น ต้องจองโต๊ะล่วงหน้า  หรือไม่ก็ยืนคอยคิวนาน  แต่ฉันจัดเวลาได้ดีมาก จึงสามารถเข้าไปนั่งกินอาหารเย็นได้โดยไม่ต้องจอง หรือคอยคิว



อาหารที่ขึ้นชื่อเป็นหน้าเป็นตาของร้านนี้  นอกจากห่านย่างแล้ว  ยังมีซาละเปาไส้กุนเชียงตับห่าน, ขนมจีบหมู+กุ้ง, ซาละเปาไส้หมูแดงบะหมี่ผัดราดหน้าหมูแดง, กุ้งผัดขิงใส่หน่อไม้   



แต่ที่ต้องลองอย่างยิ่งคือ  ไข่เยี่ยวม้ายางมะตูม  เพราะทางร้านทำเอง แถมต้มได้พอดีเป๊ะ  เนื้อไข่ขาวใสแจ๋วเหมือนวุ้น  ส่วนไข่แดงกึ่งสุกกึ่งห่าม เหมือนไส้ลาวา  จึงไม่แปลกเลยที่เราจะสั่งมากินเล่นก่อนอาหารอื่น 



          จานต่อไปเป็นห่านย่าง  เราสั่งครึ่งตัวเพราะมีแต่หญิงสาวกินมากเดี๋ยวไม่มีที่ใส่อย่างอื่น  เนื้อห่านในจานนุ่มชุ่มฉ่ำ  หนังหอมกลิ่นย่างไฟ น้ำซ๊อสที่ราดมารสจัดดีมาก ไม่ผิดหวังเลย 
   อีกจานที่ชอบมากพอๆกับห่านคือหมูแดง แม้จะหั่นหมูมาชิ้นหนา แต่ไม่เหนียว เนื้อนุ่มหอมอร่อยมาก

      เราสั่งผักผัดกระเทียมมาเพื่อให้มีสีเขียวบ้าง ผักหวานกรอบดีค่ะ

          วันนี้อยากลองข้าวผัดหยางโจว (Yangzhou ) ของร้านนี้ เพราะอยากรู้ว่าเชฟชาวจีนร้านมีชื่อระดับโลก เขาจะผัดข้าวออกมาเป็นแบบไหน  ถือเป็นการซื้อวิชากัน

          และก็ไม่ผิดหวังที่ได้พบว่า ข้าวผัดชนิดนี้ ผัดได้แห้งมาก  ไม่รู้สึกว่ามีความมันในเนื้อข้าวเลย  ข้าวทุกเมล็ดถูกเคลือบด้วยไข่ไก่ ตัวข้าวเหนียวแต่มีรสชาติมาก  กินเสร็จบอกตัวเองว่า อย่าได้บังอาจตีเสมอฝีมือเชฟที่นี่เลย กลับไปกินข้าวผัดแฉะๆที่บ้านเถอะ 

          ใจอยากกินอาหารอื่นๆอีกมาก แต่พื้นที่ในพุงหมดเสียแล้ว  เหลือเผื่อไว้ให้ Mango Pudding ได้เพียงถ้วยเดียว  ซึ่งก็อร่อยสดชื่นมาก

          นับว่าไม่ผิดหวังกับอาหารมื้อนี้เลย  คงต้องมีคราวต่อไปอีกหลายครั้งแน่นอน  หลังจากอิ่มกันดีแล้ว ขณะเดินออกจากร้าน เห็นคนเข้าคิวรออยู่หน้าประตูหลายคน ช่างอดทนกันดีจัง




การจราจรในฮ่องกง  ขนาดลงใต้ดินนั่งรถไฟกลับโรงแรมในช่วงหัวค่ำ เป็นเรื่องสยองมาก  ผู้คนล้นสถานี แต่เราก็จำต้องอัดๆเข้าไปตามเขา  เช้าวันรุ่งขึ้นยังไม่หายกลัวเบียดคน  เลยรีบออกมาหาอาหารเช้ากินก่อนที่ผู้คนจะออกมาทำงาน  สถานีรถไฟช่วงเช้าโล่งดีจริง  เราสามารถไปยังร้านอาหารเป้าหมายได้อย่างสบายๆ


มาคราวนี้ฉันตั้งใจแล้วว่า จะไม่กินโจ๊กเด็ดขาด  อาหารเช้าเป็นช่วงเวลาที่ฉันให้ความสำคัญที่สุด ไม่เพียงแค่อาหารอร่อยเท่านั้น แต่ต้องการบรรยากาศที่สงบ อบอุ่น มีเวลาให้ได้นั่งคิด นั่งชม บรรยากาศรอบตัวบ้าง  ทุกครั้งที่มาฮ่องกง จะเจอแต่ร้านอาหารเช้าที่เร่งรีบ เสียงดังจอแจ กินแล้วไม่มีความสุขเลย

ครั้งนี้ฉัน ขอกินร้านสงบๆระดับตำนานสักครั้ง จากการถามไถ่คนฮ่องกง ฉันก็ได้ชื่อร้าน Luk Yu Tea House มา ฉันรีบค้นหาประวัติของร้านก่อนไป พบว่า ร้านนี้เป็นร้านเก่าแก่ เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 1933  หนังสือ New York Time ยกย่องให้เป็น หนึ่งใน  Must Do คือร้านที่ต้องมากินเลย

ชื่อร้านตั้งตามชื่อของนักกวีในสมัยราชวงค์ถัง ชื่อหลู่ ยู่  (Lu Yu  คำว่า Luk Yu  เป็นเสียงที่ออกตามสำเนียงกว่างตุ้ง ) ผู้เขียนเรื่องราวความงดงามของใบชา  โดยได้พรรณาถึงประวัติ และ ขนบธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับชา

จึงเป็นเรื่องไม่แปลกเลยที่ร้านนี้จะมีชื่อเสียงเรื่องชา   ชาที่เสริฟในร้านนี้มีหลายชนิด เหมือนกับร้านชาทั่วไป  แต่ชาที่นี่จะเลือกคัดมาเป็นพิเศษ ทุกชนิดจะมีรสชาตินุ่ม หอม หวานชื่นใจ  ชาที่ลูกค้าร้านนี้นิยมสั่งคือ ชาชื่อโผ๋ว เหล๋ย์  

เรามาถึงร้านประมาณ 8 โมงเช้า ช่วงเช้าแบบนี้ไม่ต้องจองโต๊ะ  ส่วนใหญ่จะเต็มช้วงมื้อกลางวัน และมื้อเย็น  ทันทีที่ถึงร้าน ฉันบอกตัวเองว่า นี่ฉันกำลังหลุดเข้าไปในหนังเรื่องเจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้ รึเปล่าหนอ  เพราะบรรยากาศการตกแต่งภายในร้านเป็นแบบดั้งเดิม (Tradition Style) ปนกับโคโลเนล สไตล์ที่ฉันชื่นชอบ

 ดูเหมือนว่าร้านอาหารในฮ่องกงจะเปลี่ยนสภาพไปตามยุคสมัย  ผู้คนต่างพากันเห่อ แห่ไปยืนแย่งคิวกินตามร้านสมัยใหม่ที่เสียงจ๊อกแจ๊กจอแจ   แต่ร้านนี้ยังคงสภาพเดิมที่สงบเงียบ อบอุ่นมีสไตล์  ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังนั่งจิบชาร้อน เงียบๆในบ้านเพื่อนสักคน  ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ฉันมีความสุขกับสถานที่ และบรรยากาศจนแทบร้องไห้  ( ฟังดูเว่อร์นะ แต่นี่คือฉัน...ฉันเป็นอย่างนี้ )

สภาพร้านเป็นตึกสามชั้น โดยทั่วไปแล้วชั้นล่างสุดเปิดให้บริการเฉพาะแขก VIP หรือเพื่อนฝูงของเจ้าของร้าน เท่านั้น ลูกค้าทั่วไปจะต้องขึ้นไปนั่งทานบนชั้นสองและสาม  แต่จะด้วยมาดคุณนาย ที่ทำให้พนักงานเปิดประตูชั้นล่างให้ฉันเข้าไป  แต่ก็เพียงได้ชมความงดงามของการตกแต่งร้านเท่านั้น เพราะดูเหมือนว่าแต่ละโต๊ะจะมีขาประจำนั่งเต็มหมดแล้ว  พนักงานจึงขอโทษและเชิญให้ขึ้นไปชั้นบนแทน เอาว๊ะ แค่ได้เข้าไปชมบรรยากาศก็เพียงพอแล้ว

ที่ชั้นบน แม้จะไม่หรูหราเหมือนชั้น 1 แต่ก็ยังคงบรรยากาศแบบจีนดั้งเดิมผสมโคโลเนล ไว้   ทุกอย่างดูสะอาดและคลาสสิคไปหมด นับตั้งแต่ภาพวาดบนผนัง  โต๊ะ เก้าอี้ ผ้าปู  แม้แต่พนักงานก็ล้วนเป็นผู้สูงอายุ ที่ยังคงใส่เครื่องแบบ เสื้อคอปิดแบบจีนสีขาว กงเกงดำ  ดูสง่างามแบบผู้ใหญ่แต่มีความสุภาพ ยืนให้การดูแลไม่ขาด  พนักงานหญิงแต่งกายคล้ายกัน 

ทันทีที่นั่งโต๊ะ ซึ่งทางร้านได้จัดเตรียมอุปกรณ์ไว้ให้เรียบร้อยแล้ว  พนักงานจะนำเมนูชามาให้เลือก ฉันจำชื่อชาที่ชอบไม่ได้ จึงสั่งชาโผ๋ว เหล๋ย์  ที่ขึ้นชื่อของทางร้านมา  โดยทั่วไปน้ำชาของร้านอาหารในฮ่องกงจะคิดเป็นรายหัว และเติมได้ตลอด ส่วนใหญจะประมาณ คนละ HK$12 ถึง HK$16 ( ร้านหย่งกี่ HK$13 ) แต่ร้านนี้ราคาค่าน้ำชาแพงที่สุดในฮ่องกง คือคนละ HK$20   สำหรับคนฮ่องกงจะเห็นว่าร้านนี้อาหารแพงกว่าร้านอื่นมาก แต่ราคาไม่ใช่ปัจจัยสำคัญสำหรับฉัน  มันเป็นสาระและประสพการณ์ต่างหากที่ฉันกำลังซื้อจากร้านนี้ 

ฉันนั่งจิบชาร้อนๆท่ามกลางความคลาสสิคของบรรยากาศ  ในห้องโถงนี้มีลูกค้ายังไม่มาก ทุกคนนั่งเงียบๆ บางคนจิบชา บางคนอ่านหนังสือพิมพ์  พนักงานยืนประจำตามจุดอย่างสงบเงียบเพื่อคอยดูแลลูกค้า ไม่มีเสียงดังของการโยนถ้วยชามเหมือนร้านทั่วไป

ขณะจิบชา ฉันอ่านเมนูที่มีทั้งภาษาจีนและอังกฤษ  แต่เมื่อเห็นพนักงานหญิงสองสามคนยกถาดใส่ติ่มซำมีฝาปิดอย่างดี คนละชนิดเดินออกมาให้ลูกค้าเลือกที่โต๊ะ ฉันก็ตัดสินใจที่จะเลือกอาหารจากถาดเหล่านั้นแทน  เมื่อเธอเดินมาถึงโต๊ะ พนักงานจะบอกว่าอาหารในถาดของเธอคืออะไร   หากเราตกลง  เธอก็จะหยิบตะกร้านึ่งไม้ไผ่วางให้บนโต๊ะ  นี่คือเสน่ห์และความคลาสสิคของกระบวนการให้บริการแบบดั้งเดิมที่หาที่อื่นไม่ได้ ( ต้องเขียนว่าตะกร้าไม้ไผ่ เพราะปัจจุบันร้านติ่มซำในฮ่องกง ใช้ตะกร้าพาสติคแล้ว โถ....)

อาหารที่มีชื่อเสียงของร้านนี้มีหลายชนิด  ได้แก่ ข้าวเหนียวนึ่งกับเนื้อไก่และกุนเชียง   ซาลาเปาไก่  ซาลาเปาหมูแดง  ฮะเก๋า  ข้าวห่อใบบัวเป็ด  กระดูกหมูนึ่ง  เผือกทอดเนื้อปู  ขนมจีบตับหมู และก๋วยเตี๋ยวหลอดไส้ต่างๆ  และหลัง 11 โมงไปแล้วจะมีอาหารพิเศษ เช่น ข้าวไก่อบซอสดำ ข้าวหน้าซี่โครงหมู  ซุปเกี๊ยวกุ้ง  ส่วนของหวานเป็นของหวานแบบจีน ได้แก่ ข้าวเหนียวลูกบัว เค้กอัลมอนด์ถั่วแดง ซาลาเปาไส้เผือกไข่แดง และ ทาร์ตไข่
  ซาลาเปาไก่ขนาดจัมโบ้

อาหารเช้าของเราในวันนั้น สิ่งแรกที่เรียกหาคือ ซาลาเปาไก่ ที่บ้านเราไม่ค่อยมีคนทำ และเป็นอาหารขึ้นชื่อของที่นี่อย่างหนึ่ง 




ต่อด้วย ขนมจีบ ฮะเก๋า  


 และกระดูกหมูนึ่ง ที่หน้าตาแปลกมาก คือเมื่อเราสั่งจานนี้  อาเจ้คนที่นำมาจะคีบแป้งหมั่นโถวนึ่งชิ้นเล็กๆพอคำ โรยมาบนหน้ากระดูกหมู  จานนี้ยังไม่เคยเจอที่ไหนมาก่อน 

พูดถึงรสชาติอาหารที่สั่ง ต้องยอมรับว่า ของเขาดีจริงๆ  โดยเฉพาะฮะเก๋า ที่แป้งบางเหนียวนุ่มมาก ขนมจีบ  กระดูกหมูนึ่ง  ซาลาเปาไก่ ทุกอย่างล้วนไม่ผิดหวังที่สั่งมา 


แต่ที่ขาดไม่ได้คือ ทาร์ตไข่  ที่แป้งกรอบนุ่มจนละลายในปาก ตัวคัสตาร์ดหวานอ่อนๆกำลังดี รสนี้ยังไม่เคยกินที่เมืองไทยเลยค่ะ  มื้อนี้แม้จะไม่มีกาแฟเสริฟ แต่เราก็อิ่มเอมไปกบอาหารที่ตั้งใจมากินอย่างเต็มที่ นับเป็นไฮไลท์ของการมาฮ่องกงคราวนี้


ก็อย่างที่บอกไว้ว่า เรามาแบบเร่งรีบ  มาเร็วไปเร็ว ช่วงบ่ายเราก็จะต้องกลับกันแล้ว มื้อกลางวันของเราเป็นมื้อที่สายมาก และต้องกินอย่างเร่งรีบ ให้ทันเวลา  คงไม่มีที่ไหนสะดวกเท่าร้านเฉี่ยวฟะ เจ้าเก่าที่ใกล้โรงแรมเราที่สุด  แต่ก็ยังไม่เบื่อ เพราะร้านนี้ยังมีอหารหลากหลายให้เลือกกินโดยไม่ซ้ำกับเมื่อวาน
 ข้าวหน้าไก่ต้ม
 เกี๊ยวลวกกินกับผักดอง


 สุดยอดเนื้อตุ๋น

 โจกไข่เยี่ยวม้ามากินแกล้มปาท่องโก๋


วันนี้ คนหิวโซอย่างเรา สั่งแบบไม่ยั้งคิด  ประกอบด้วย ข้าวหน้าไก่ต้ม  เกี๊ยวลวก  เนื้อตุ๋นแห้ง แถมน้องสาวยังหงุดหงิดที่มาฮ่องกง แต่ยังไม่ได้กินโจ๊ก จึงสั่งโจกไข่เยี่ยวม้ามากินแกล้มปาท่องโก๋  สมใจของเธอ ดูเหมือนว่ามาฮ่องกงแล้วไม่ได้กินโจ๊ก มันจะผิดประเพณีไป

หวังว่ารายการอาหารที่นำเสนอวันนี้คงพอทำให้หลายๆท่านอร่อยไปด้วย  ไปฮ่องกงคราวหน้าอย่าลืมไปชิมนะคะ  สำหรับท่านที่เคยไปทานมาแล้ว คิดเสียว่าฉันเอามะพร้าวมาขายสวนก็แล้วกัน ....

วันเสาร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ถนนสายไหม - เที่ยวขอนแก่น ตอน 2

ถนนสายไหม


          หลังจากชิมอาหารกลางวันสไตล์อีสานครบชุดแล้ว เราก็เริ่มกิจกรรมการท่องเที่ยวนอกเมือง ด้วยจุดหมายหลักที่ต้องการไปดูมากที่สุดคือ การทอและขายผ้าไหมไทย โดยผู้นำทาง ได้เสนอให้ไปชมที่อำเภอชนบท อันเป็นแหล่งใหญ่ของการผลิตผ้าไหม
     ที่อำเภอนี้ นอกจากจะมีร้าน และโรงงานทอผ้าไหมขนาดเล็กเต็มเมืองแล้ว ยังมี แหล่งข้อมูลเกี่ยวกับการผลิตผ้าไหมให้เราได้ศึกษาอีกด้วย สถานที่นั้นคือ ศาลาไหมไทย ภายใน วิทยาลัยการอาชีพขอนแก่น ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากตัวอำเภอชนบทนัก ดังนั้น ก่อนที่เราจะไปเดินช๊อปปิ้งซื้อผ้า เราจึงตรงไปยังศาลาไหมไทยเพื่อเรียนรู้เรื่องราวของผ้าฯกันก่อน
 
     วิทยาลัยการอาชีพขอนแก่น และมูลนิธิส่งเสริมสตรีในชนบท เป็นผู้บริหารจัดการ  ศาลาไหมไทยแห่งนี้ เพื่อดำเนินการฝึกอบรมกลุ่มสตรีและเยาวชนในท้องถิ่นให้มีทักษะในการทอผ้า การออกแบบลายผ้าและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับผ้าไหมให้คงอยู่ และพัฒนาให้สอดคล้องกับแนวทางความต้องการของตลาด และที่สำคัญคือที่นี่ยังเป็นแหล่งรับซื้อและจำหน่ายผ้าไหมที่เป็นผลผลิตของผู้ที่ได้รับการอบรมอีกด้วย  นับเป็นการช่วยสร้างรายได้ให้แก่ชุมชน ซึ่งเป็นเกษตรกร และ เยาวชนที่ด้อยโอกาสในการทำอาชีพอื่น
      ที่ศาลาไหมไทย มีผลิตภัณฑ์ผ้าไหมที่ทอโดยฝีมือสมาชิกไว้จำหน่าย และแสดงให้ชมมากมาย ผ้าไหมส่วนนี้นับเป็นผลงานที่เกิดจากความมานะพยายาม ของชาวบ้านในอำเภอชนบท ซึ่งเชื่อว่าเป็นแหล่งที่ผลิตผ้าไหมที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทยทีเดียว
      
        ศาลาไหมไทยแห่งนี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดอาคารเมื่อวันที่ 29 กรกฏาคม 2536 โดยพระราชทานนามอาคารหลังนี้ว่าอาคารเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา มหาราชินี

       จากห้องโถงใหญ่ของอาคาร เราจะพบกับผ้าไหมหลากสีหลายลาย ไว้จำหน่าย แต่ที่น่าสนใจที่สุดคือ ห้องแสดงผ้าไหมโบราณ และผ้าไหมต้นแบบลายต่างๆ ที่ทางศูนย์ได้อนุรักษ์ไว้ ซึ่งอยู่บนชั้นสองของอาคาร ที่นี่ เราจะพบกับผ้าไหมสีสันและลวดลายต่างๆ เก็บไว้ในชั้นจัดแสดงอย่างดี
 
       นาทีแรกเมื่อมาถึงห้องนี้  ดิฉันแอบสงสัยในใจว่า ทั้งที่ห้องเปิดแอร์คอนดิชั่นไว้ แต่เหตุใดเขาจึงไม่เปิดไฟในห้องจัดแสดงฯ เราจึงต้องเข้ามาพบกับความมืดของห้อง ต่อเมื่อเราเข้ามาในห้องสักพักเจ้าหน้าที่ผู้ดูแล ซึ่งเป็นวิทยากรและผู้ชำนาญการด้านการทอผ้า จึงเปิดไฟฟ้าให้แสงสว่างแก่ห้อง

      เมื่อห้องสว่างขึ้น เราก็ตาสว่างด้วยสีและลวดลายอันงดงามของผ้าไหมภายในห้องไปด้วยเช่นกัน   ท่านวิทยากรฯชี้แจงถึงเหตุผลที่ต้องปิดไฟ และปล่อยให้ห้องนี้อยู่ในความมืดในช่วงที่ไม่มีผู้เข้าชม  ก็เพื่อต้องการรักษาคุณภาพของผ้าและป้องกันความเสื่อมสภาพของผ้าที่จะถูกรบกวนโดยรังสีและแสงสว่างของหลอดไฟนีออนนั่นเอง

 
    ผ้าไหมในห้องนี้ มีหลายชนิดเนื้อผ้า โดยจะแบ่งชนิดกันตามจำนวน ตะกรอ” ( ตะกรอ หมายถึง เส้นด้ายยืน ในผ้าที่ทอ) เริ่มจาก 2 ตะกรอ จนถึงสูงสุด เป็นพันตะกรอ ผ้ายิ่งตะกรอน้อยก็จะยิ่งบาง ดังนั้นเวลาเราซื้อผ้าไหมจึงมักจะถามคนขายก่อนว่ากี่เส้นนั่นหมายถึง ว่า กี่ตะกรอ นั่นเอง
      
ราคาผ้าไหมก็จะขึ้นอยู่กับจำนวน ตะกรอ ยิ่งมากตะกรอก็ยิ่งแพง โดยเนื้อผ้าจะหนาแน่น และแข็งแรงขึ้น แต่ผ้าไหมทั้งหมดจะมีคุณสมบัติ ประจำตัวคือต้องมีปุ่มไหม ที่เกิดจากธรรมชาติของเส้นไหม การทอด้วยเครื่องทอแบบโบราณที่เรียกว่า “ กี่กระตุกจะทำให้เกิดปุ่มซึ่งเป็นลวดลายตามธรรมชาตินั่นเอง  แต่ผ้าที่ สาวเส้นไหม และทอด้วยเครื่องจักร์ เนื้อผ้าจะเรียบสนิท เส้นไหมที่สาววิธีโบราณด้วยมือจะมีสีเหลืองทอง แต่เส้นไหมที่สาวด้วยเครื่องจักร์จะมีสีขาว ซึ่งมักจะเป็นเส้นไหมที่นำมาจากต่างประเทศ เป็นส่วนใหญ่
 
      หากพูดถึงความนิยมแล้ว การทอด้วย กี่ก็ยังได้รับความนิยมอยู่ตลอดมา อีกข้อสังเกตคือ ผ้าที่มีจำนวนตะกรอน้อย คือ 2 ตะกรอ จะบาง นุ่ม และเห็นลายที่ทอชัดทั้งสองด้านของผ้า แต่ผ้าที่ตะกรอมาก ตั้งแต่ 3 ตะกรอขึ้นไป เนื้อผ้าจะแน่นและเห็นลายชัดเพียงด้านเดียว


          ก่อนที่เราจะไปถึงการรักษาผ้าไหม วิทยากรฯได้เชิญชวนให้เราชมผ้าไหมลวดลายต่างๆที่ทางศูนย์ค้นคิดขึ้น โดยที่สุดของลวดลายผ้าเหล่านั้นชื่อ  ลายขอพระเทพซึ่งเป็นลวดลายที่ขอพระราชทานมาจากลวดลายชุดฉลองพระองค์ของพระองค์ท่าน ดังนั้นผ้าไหมผืนนี้จึงถูกเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี เพื่อไว้เป็นต้นแบบให้แก่ผู้ที่มาศึกษาได้ชมและฝึกหัดต่อไป

 
      ลายผ้านับเป็นการบ่งบอกถึงฐานะของผู้ใส่ เช่นลายที่เป็นรูป ครุฑยุตนาคหรือ นารายณ์อวตารเป็นลายที่ใช้สำหรับฉลองพระองค์ของราชวงศ์เท่านั้นลายเทพนมเป็นลวดลายของชนชั้นสูง ชาวบ้านก็จะไม่ใช้เช่นกัน ส่วนลายประจำอำเภอชนบท แห่งนี้ จะชื่อ ลาย จี้เพชร” 

      ลายผ้าที่ทางศูนย์ฯได้นำมาแสดงมีไม่ต่ำกว่า200 ลาย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นลายที่ประชาชนทั่วไปใช้กัน เช่น ลายหมี่กงเก้า  ลายหมี่ดอกพิกุล  ลายหมี่เต่า  ลายหมี่ดอกบัว  ลายหมี่สร้อยเพชร  ลายหมี่ผีเสื้อ  ลายหมี่เข็มขัดนาค  ลายหมี่ขอเขมร  ลายหมี่ไข่เขมร ฯลฯ ที่มักใช้คำว่า หมี่นำหน้าเพราะที่อำเภอชนบท เป็นแหล่งของผ้ามัดหมี่นั่นเอง
 
      จบจากลายผ้า ก็มาถึงคุณสมบัติของผ้าไหมและวิธีการเก็บรักษา ท่านวิทยากรฯแสดงให้เห็นว่า ผ้าไหมทำมาจากเส้นไหมที่เป็นผลิตภัณฑ์จากตัวไหม ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นโปรตีน ดังนั้นเมื่อนำมาจุดไฟเผา ไหมที่ถูกเผาไฟจะลามไปรวดเร็ว กลิ่นไหมที่ไหม้คล้ายกลิ่นผมไหม้ เหลือเป็นเถ้าที่เมื่อบี้ดู ขี้เถ้าจะแตกเป็นผงให้เห็น แต่ผ้าไหมที่ทำจากไนล่อนและผ้าเคมี เมื่อถูกเผาเปลวไฟจะค่อยๆลามอย่างช้าๆ กลิ่นเหมือนยางไหม้ ส่วนเถ้าที่เหลือจะเป็นก้อนบี้ไม่แตก
 
      สำหรับวิธีการรักษาผ้าไหม เนื่องจากผ้าไหมเป็นโปรตีน จึงไม่ดูดซับเหงื่อไคล คนโบราณจึงใช้น้ำมะพร้าวในการซักทำความสะอาด จากนั้นล้างออกด้วยน้ำฝน เพราะน้ำทั้งสองชนิดเป็นน้ำที่ไม่มีส่วนผสมทางเคมีที่จะทำลายเนื้อผ้า ผ้าที่ซักแบบนี้จึงมีความมันแวววาว เรียกว่ายิ่งซักก็ยิ่งแวววาว
 
      สมัยนี้หากหาน้ำมะพร้าวไม่ได้ สารทำความสะอาดที่เหมาะสมคือ แชมพูของเด็กอ่อน ที่ไม่มีสารรุนแรงต่อผิวผ้า จากนั้นให้ค่อยๆบีบน้ำออกจากผ้า ไม่ควรบิดจนเป็นรอย ค่อยๆสลัดน้ำออกจากผ้าแล้วตากในที่ร่ม มีลมผ่าน เมื่อผ้าแห้งหมาดๆก็สามารถนำมารีดได้ เพียงแต่ควรรีดด้านในของผ้าแทนด้านนอก ผ้าจะได้ไม่เสียง่าย

      การเก็บรักษาผ้าที่ซักแล้ว ไม่ควรพับแบบผ้าทั่วไป เพราะหากเก็บไว้นานๆจะทำให้เส้นไหมหักเป็นรอย วิธีที่ถูกคือการม้วนเป็นเส้นแล้วเก็บในลังไม้หรือตู้ที่มืดหรือ มีแสงสว่างไม่มากนัก สำหรับการอบผ้าที่นิยมกันในปัจจุบันนี้นั้น ทางศูนย์ได้พิสูจน์แล้วด้วยการเปรียบเทียบผ้าที่ผ่านการอบกับผ้าโบราณที่ไม่เคยผ่านการอบ พบว่าการอบไม่สามารถรักษาอายุของผ้าไหมให้ยืนยาวได้ แต่กลับตรงกันข้ามเพราะจะยิ่งทำให้ผ้าเสื่อมสลายเร็วขึ้นไปอีก เมื่อทราบอย่างนี้แล้ว ก็ควรหยิบผ้าไหมของเราที่เก็บไว้ในตู้มหาสมบัติ ออกมาสำรวจดูด้วยว่า บัดนี้ได้ถูกมอดกินไปกี่รูแล้ว
 
      หลังจากชมผ้าไหมที่มีคุณค่าเสร็จ  เราออกจากศูนย์ฯมาด้วยความรู้เรื่องผ้าไหมอย่างเต็มปรี่ รู้สึกขอบคุณ ท่านวิทยากรของ วิทยาลัยการอาชีพขอนแก่น เป็นอย่างยิ่งที่ช่วยสอนให้รู้ในสิ่งที่ไม่เคยทราบมาก่อน   และไม่ไกลจากศูนย์ฯนัก  เราก็มาถึงถนนสายผ้าไหมในตลาดเมืองชนบท   ที่มีบรรยากาศแปลกกว่าเมืองอื่นตรงที่ ทั้งสองฝั่งถนนเล็กๆ มีร้านขายผ้าไหมเต็มทั้งสองฝั่ง เป็นระยะทางเกือบกิโลเมตร นอกจากนักท่องเที่ยวที่เดินชมสินค้าแล้ว ในถนนยังมีเจ้าหน้าที่ของร้านขี่มอเตอร์ไซด์วิ่งไปรับผ้าไหมมาจากตามบ้านของคนทอผ้า หรือจากโรงงานนอกเมืองกันขวักไขว่
      ที่รู้สึกแปลกก็เพราะเป็นที่รู้กันว่า  ผ้าไหมเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยที่มีราคาแพง และไม่ใช่ของจำเป็นต้องใช้ประจำวัน แต่การมีร้านค้าขายผ้าไหมมากมายในเมืองนี้  ดูราวกับว่าผ้าไหมเป็นสินค้าราคาถูกที่ขายดี ขายง่ายเหมือนขนมหม้อแกงอย่างนั้น

       เราใช้เวลาหลายชั่วโมงในการเดินดูผ้าไหมกันตลอดถนน และในที่สุดก็เลือกซื้อที่ร้านหนึ่ง เพราะเขาเพิ่ง ตัดผ้าไหม มาใหม่ๆ (การที่ร้านค้าไปตระเวนรับซื้อผ้าไหมจากคนทอ เขาจะเรียกว่า  ไปตัดเพราะการที่จะนำผ้าไหมออกจากกี่ที่ทอ จำเป็นต้องตัดเส้นด้ายที่ยึดผ้าไว้กับโครงของกี่ทอผ้า เพื่อนำผ้าออกจากเครื่องทอนั่นเอง ) ที่ร้านนี้ดิฉันเลือกซื้อได้ 3 ชิ้น เป็นผ้าสำหรับตัดทั้งชุด 2 ชิ้น และผ้าไหมยกหน้านาง 1 ชิ้น ใช้เงินไปประมาณ 8 พันบาท และจ่ายเงินอย่างง่ายดายโดยไม่ต้องคิดมาก
 
       ทีนี้รู้แล้วว่า แม้ผ้าไหมจะไม่ใช่สินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวัน แต่เป็นสินค้าที่ให้ความสุขทางใจ ถึงแพงแค่ไหนก็ขายดี   เพราะคนที่มาซื้อไม่ได้ซื้อแค่ผ้าไหม แต่มาซื้อความสุขไปด้วย ต้องสารภาพว่า ทุกวันนี้ดิฉันยังแอบตื่นขึ้นมากลางดึก เพื่อมาลูบๆคลำๆผ้าไหมทั้งสามชิ้นนี้อยู่เลยจ๊ะ เพราะสวยถูกใจจริงๆ ( และก็ยังไม่ได้นำไปตัดเป็นเสื้อสักที)

 
       หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจเสียสตางค์แล้ว ขบวนสาวแก่ของเราก็มุ่งหน้ากลับเข้าเมืองขอนแก่น แต่เมื่อมาถึงสี่แยกตัดถนนมิตรภาพ อันเป็นถนนสายหลักผ่ากลางจังหวัดขอนแก่น เจ้าถิ่นก็บอกว่า ถนนแยกฝั่งตรงข้ามนี้เป็นทางเข้าอำเภอบ้านไผ่  ที่ต้องบอกก็เพราะว่า ที่อำเภอนี้มีร้านกล้วยแขกที่อร่อยที่สุดในประเทศไทยขายอยู่ ขณะที่พูดกันนั้นทุกคนในรถกำลังหิวกันมาก เราจึงตรงดิ่งเข้าอำเภอบ้านไผ่ เพื่อไปซื้อกล้วยแขกกันอย่างง่ายดายโดยไม่ต้องถามความเห็น



       ร้านนี้เป็นร้านไม่มีชื่อ ตั้งอยู่ตรงสี่แยกถนนไปที่ว่าการอำเภอ ตัดกับถนนเจนจบทิศ เจ้าของร้านหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสดี เราซื้อกล้วยแขกมากันหลายถุงด้วยความหิว ขณะที่นั่งทานกล้วยแขกนั้น เจ้าถิ่นพยายามเน้นให้รู้ว่าตั้งแต่ทานกล้วยแขกมาไม่มีเจ้าไหนอร่อยเท่านี้เลย   ดิฉันก็ยอมรับว่าอร่อยจริง แต่อาจเป็นเพราะมีความหิวเป็นปัจจัยเสริมหนึ่งที่ทำให้กล้วยถุงนี้อร่อยกว่าปกติก็ได้
 
     อันว่ากล้วยแขกนั้น แต่ละภาคก็อร่อยไม่เหมือนกัน ครั้นจะตกปากรับคำว่าร้านนี้อร่อยที่สุดในประเทศไทยก็ยังไม่สามารถทำได้ เพราะดิฉันเคยเห็นพ่อค้าในซอยละลายทรัพย์ ที่กรุงเทพฯ ร้องขายกล้วยแขกที่อร่อยที่สุดในประเทศไทยเหมือนกัน และที่สำคัญ ทุกจังหวัดต้องมีกล้วยแขกที่อร่อยของตนเองอยู่ทุกที่ หากจะตัดสินคงต้องเดินสายชิมทั่วไทยก่อน แต่ความที่เมื่อเช้าเราพ่ายแพ้สงครามไก่ย่าง ไปหนึ่งแมตช์แล้ว ครั้นจะเปิดศึกกล้วยแขกอีก ก็รังแต่จะเจ็บตัวเอาง่ายๆ จึงได้แต่พยักหน้าหงึกๆ ตามไปพร้อมกับมีกล้วยแขกเต็มปาก เอาเป็นว่าอร่อยที่สุดในภาคอีสานแล้วกัน เหลือตำแหน่งให้ภาคอื่นเขาบ้าง
 
     เราขับรถชมตลาดบ้านไผ่สักพัก ก็เดินทางกลับเข้าเมืองขอนแก่น เพราะเวลาล่วงเลยมาเย็นมากแล้ว ขากลับไม่มีใครดูวิวข้างทางเลย อาจเป็นเพราะโดนพิษกล้วยแขกกระมัง จึงหลับกันสนิทปล่อยให้คนขับนั่งตื่นอยู่คนเดียว
     ประมาณสองทุ่ม เราจึงอาบน้ำแต่งตัวเดินทางมาร้านอาหารที่พรรคพวกหมายตาไว้ว่าจะให้ดิฉันไปชิมอาหารค่ำแบบอีสาน ซึ่งก็อยากรู้เหมือนกันว่าจะต่างกับอาหารกลางวันอย่างไร

            ร้านนี้ชื่อ ร้านเรียมตั้งอยู่ถนนหน้าเมือง ริมบึงแก่นนคร อาหารค่ำคืนนี้ก็เป็นอีกมื้อหนึ่งที่เป็นอาหารอีสานล้วนๆ   อาหารที่สั่งมาคือ หมกเห็ด (คล้ายห่อหมก) แต่ทำเป็นชิ้นใหญ่เต็มจานและใช้ย่างแทนการนึ่ง ลาบปลาตอง ดูคล้ายทอดมัน แต่เป็นชิ้นใหญ่กว่ากัน รสชาติกำลังดี ลาบปลาคัง คล้ายลาบไก่ แต่ใช้ปลาคังสดๆมาลวกและทำเป็นลาบ โชคดีที่ไม่มีกลิ่นคาวของปลา ส่วน ไส้กรอก อีสานทอด และ ไก่ย่าง ก็ต้องสั่งมาเพราะเป็นอาหารประจำทุกมื้อ

      ที่ชอบมากคือ อ่อมไก่ ซึ่งมีลักษณะเป็นคล้าย แกงจืดวุ้นเส้น ที่ใส่ผักหลายชนิด ไม่เผ็ดมากนักทานร้อนๆแล้วชื่นใจดี แต่ที่แปลกที่สุดในชีวิตคือ พวง นมย่าง ที่เมื่อบอกชื่อแล้วก็ให้สงสัยนักว่า คืออะไรกัน  พรรคพวกชาวขอนแก่นจึงอธิบายว่า จานนี้คือส่วนที่เป็นเต้านมของหมู นำมาหมักกับน้ำปลาแล้วย่าง จิ้มกับน้ำจิ้มแจ่วจะอร่อยมาก เพราะมีลักษณะเนื้อกรุบๆ   ด้วยความอยากรู้จึงลองทานแบบกลัวๆกล้าๆ  พอเห็นดิฉันทานจานนี้ได้ เพื่อนจึงสั่งแบบทอดมาให้ชิมอีกจาน ก็อร่อยแบบสยิว แปลกไปอีกอย่าง
 
     หลังจากอิ่มกันดีแล้ว สาวๆก็พาดิฉันตระเวนชมเมืองขอนแก่นยามราตรีสักพัก จนเหนื่อยและแยกย้ายกันไปพักผ่อน  ขณะนั่งรถกลับที่พัก  รู้สึกแปลกที่ในทุกมื้ออาหาร ที่เราทานกัน ไม่ใครถาม หรือชวนดิฉันให้สั่งของหวานมาทานเลย  และสาวๆเมืองนี้ก็ไม่ทานของหวานหลังอาหารคาวด้วย  ซึ่งมันทำให้ดิฉันรู้สึกหงุดหงิดที่ไม่มีขนมหวานล้างปากหลังอาหารคาว  เหมือนว่าติดยาเสพติดอย่างนั้น
 
      เมื่อสาวๆเห็นอาการงุ่นง่านของดิฉัน  จึงพากันสงสารยิ่งนัก ดังนั้นก่อนที่เราจะกลับถึงที่พัก จึงแวะไปทาน เต้าส่วนปาท่องโก๋ ( แบบที่เคยทานที่บุรีรัมย์ ) หนึ่งถ้วย ซึ่งก็ช่วยให้อาการเครียดก่อนนอนหายไปได้เป็นอย่างดี  คืนนั้นฝันถึงแต่ไก่ย่างลอยมาเต็มห้อง  สงสัยคงเป็นเพราะอาหารที่รับประทานย่อยไม่ทันกระมัง

 
              ถึงวันเดินทางกลับ  ดิฉันมีเวลาอีกครึ่งวันก่อนเครื่องบินจะออก เพื่อไม่ให้เสียเที่ยวที่มาเมืองขอนแก่น เจ้าถิ่นจึงพาไปทานอาหารเช้าแบบเวียดนามแท้ๆอีกแบบหนึ่ง คราวนี้เราไปกันที่ร้าน  ซุปเปอร์หมู กาแฟว่ากันว่าร้านนี้เป็น ร้านอาหารเช้าของคนขอนแก่นเจ้าของพื้นที่ ในขณะที่ร้านอื่นเป็นร้านของนักท่องเที่ยว จึงไม่แปลกที่เมื่อมาถึงร้านนี้  บรรดาสาวเจ้าถิ่นจึงทักทายลูกค้าในร้านแบบกันเองหลายโต๊ะ และที่สำคัญคือเราได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีจากเจ้าของร้าน ซึ่งคุ้นเคยกันดีกับแก๊งค์สาวขอนแก่นของเราเป็นอย่างมาก
 
       ที่หน้าร้านนี้ เห็นมีอาหารเวียดนามหลายชนิดวางโชว์ไว้ เช่นหมูยอแผ่นโตๆ ขนมปังเวียดนาม เส้นก๋วยจั๊บและขนมเบื้องญวนแบบแห้งให้ลูกค้าได้ซื้อกลับไปบ้าน  ทันทีที่นั่งโต๊ะ เจ้าของร้านก็เข้ามาคุยด้วย  พร้อมแนะนำอาหารให้เราทันที วันนั้นเราสั่งพิซซ่าเวียดนาม” “ ขนมปากหม้อ” “ ปอเปี๊ยะทอดและ ก๋วยจั๊บญวนมาทาน  อาหารที่สั่งมานี้ นอกจากปอเปี๊ยทอดแล้ว ที่เหลือนับเป็นของใหม่ที่ดิฉัน  ไม่เคยทานมาก่อนทั้งสิ้น แต่เป็นตายอย่างไรก็ต้องชิมให้หมดทุกอย่าง มิให้เสียโอกาสอันดีงามนี้ไปได้



      เริ่มด้วย พิซซ่าเวียตนามที่ในตัวของเขามีสองส่วนคือส่วน ที่เป็นแป้งนิ่ม และส่วนที่เป็นแป้งกรอบ โรยหมูหยองและเครื่องปรุงที่ผัดสุกแล้วไว้ภายใน  เวลาเคี้ยวจะทั้งกรอบและนุ่มหวานเค็มอร่อยแปลกดี ส่วน ขนมปากหม้อก็ คือข้าวเกรียบปากหม้อไส้ต่างๆนั่นเอง แป้งเป็นแป้งข้าวเกรียบบางและเหนียว ไส้เป็นไก่หรือหมูผัดกับเครื่องปรุงและผัด ให้เข้ากัน ทานกับน้ำจิ้มหวานอมเปรี้ยว มีเผ็ดเล็กน้อย   ส่วน ปอเปี๊ยทอดไม่ต้องพูดถึงเพราะคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว ปิดท้ายด้วย ก๋วยจั๊บญวนที่เส้นเหมือนวุ้นเส้น แต่มีขนาดอ้วนกว่า ทำมาคล้ายแกงจืด หรือก๋วยเตี๋ยวน้ำใส สามารถปรุงรสได้ตามใจชอบ
 




         หลังจากชิมเสร็จ เห็นพ่อครัวกำลังทำ พิซซ่าญวนอยู่อย่างทะมัดทะแมง ความอยากรู้จึงเดินไปขอดูวิธีทำ ซึ่งพ่อครัวก็แสดงให้ดูอย่างชำนาญ เริ่มด้วยการละเลงแป้งข้าวเกรียบปากหม้อลงไปบนผ้าที่ขึงไว้บนปากหม้อน้ำ(ใบใหญ่กว่าที่เคยเห็นมา)ที่กำลังเดือด จนแป้งสุกใส จากนั้นจึงตักแป้งที่สุกนี้ขึ้นไปวางไว้บนแป้งข้าวเกรียบชนิดกรอบ ที่ทำไว้แล้ว ขอบอกก่อนว่า การวางแป้งซ้อนกันอย่างนี้ ไม่ใช่ว่าใครก็ทำได้นะ ต้องฝึกกันพอสมควรทีเดียว มิฉะนั้นแป้งนิ่มจะม้วนตัวหรือตกไปอยู่บนพื้นได้
     จากนั้นจึงโรยด้วยหมูสับผัดกับเครื่องต่างๆ จบด้วยหมูหยอง และพับครึ่งแป้งให้เป็นครึ่งวงกลมและตัดด้วยมีดให้เป็นคำ เพื่อสะดวกในการรับประทาน   ที่หน้าร้านเห็นมีแป้งข้าวเกรียบชนิดกรอบที่วางเตรียมไว้มากมาย   ความอยากรู้จึงถามถึงที่มาที่ไป  และทราบว่าเป็นแป้งชนิดเดียวกับแป้งนิ่ม เพียงแต่ต้องทำไว้ล่วงหน้าอย่างน้อยหนึ่งวัน
      โดยแป้งที่จะทำแบบกรอบมีการใส่งาดำลงไปด้วย เพื่อให้ได้รสชาติและกรุบกรอบเวลาเคี้ยว เมื่อนึ่งแป้งข้าวเกรียบผสมงาดำสุกแล้ว ก็จะตักใส่ตะแกรงไม้ไผ่ นำไปตากแดดให้แห้ง เมื่อแห้งดีแล้วจึงเก็บมาวางเรียงซ้อนกันเก็บไว้ใช้ทำ “ พิซซ่าญวนต่อไป ดูแล้วไม่ง่ายเลยนะ คนเวียดนามนี่ช่างสร้างสรรค์วิธีทำอาหารเสียจริง เห็นอย่างนี้แล้วซื้อทานดีกว่า คงทำเองไม่ไหวแน่ และขอแนะนำว่าหากจะทานอาหารเวียดนามแท้ๆ ก็ต้องร้าน ซุปเปอร์หมู กาแฟนี่ละ เพราะมีให้ทานหลากหลายชนิดดีจริงๆ
 
       เสร็จจากภารกิจยามเช้า ยังพอมีเวลาอีกสองชั่วโมงก่อนไปสนามบิน เพื่อนๆจึงชวนไปซื้อของฝาก ซึ่งเป็นสิ่งที่ดิฉันไม่ค่อยปฏิบัตินัก เพราะเป็นคนขี้เกียจหอบ แต่เพื่อไม่ให้เสียธรรมเนียมจึงต้องยอมไปกับเขาด้วย และแน่นอนว่ากระเป๋าใบน้อยของดิฉัน จึงเต็มไปด้วยหมูยอ กุนเชียง หมูหยอง หมูแผ่น รวมทั้งแซนวิชเวียดนาม”  ที่ซื้อไว้เมื่อวานนี้ด้วย เที่ยวครั้งนี้จึงหวุดหวิดที่จะเสียค่าปรับน้ำหนักเกินไปได้แบบเส้นยาแดงผ่า แปด
 
       ก่อนจะขึ้นเครื่อง สาวๆขอนแก่น บอกว่าพี่จ๋า อยู่ดีมีแฮง ฮักแพงกันคือเก่าเด้อ  ดิฉันทำหน้างงๆ ถามว่าแปลว่าอะไร สาวๆก็แปลให้ฟังว่า ขอให้สุขภาพแข็งแรง  ยังรักและคิดถึงกันเหมือนเดิมจ๊ะ   โอ้โห….ตอนจบช่างหวานอะไรจะปานนี้ คงต้องจำการเที่ยวครั้งนี้ไปอีกนาน เพราะนอกจากน้ำใจของเจ้าถิ่นแล้ว อาหารยังประทับใจอีกด้วย กลับมาถึงบ้าน นอนทั้งคืนก็ยังอิ่มท้องอยู่เลย