บ้านป้าLily หลังนี้เปิดไว้เพื่อให้เป็นที่ที่เพื่อนๆมานั่งตั้งวงคุยกันด้วยเรื่องที่เราชอบ
โดยมีป้า Lily มานั่งเล่าเรื่องที่ดีมีประโยชน์ แถมสนุกสนานให้ฟังอีก
วันที่ท้องฟ้าสดใสในเวลาแดดร่มลมตกไม่มีอะไรดีไปกว่าการมานั่งที่ ชานเรือนของบ้านป้าLily อีกแล้ว


ยินดีต้อนรับทุกท่านจ๊ะ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อาหารเมืองเพชร แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อาหารเมืองเพชร แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ขนมจีนกุ้งย่าง



       ปีนี้งง...กับอากาศประเทศไทยมาก ถ้าจำไม่ผิด..ช่วงนี้ของทุกปีฝนน่าจะกระหน่ำลงมานานแล้ว    แต่อากาศยังร้อนได้ร้อนดี  อากาศอย่างนี้ทำให้ผู้คนไม่ค่อยรู้สึกเจริญอาหารกันไปทั่ว วันๆอยากดื่มแต่น้ำเย็นอย่างเดียว ยิ่งของประเภทที่เข้ากะทิแล้ว เห็นควรจะลาพักชั่วคราว เพราะเป็นของเสียง่าย ทานไปมากๆทำให้ไม่สบายท้องอีกต่างหาก
      วันนี้เดินไปตลาดอย่างไร้จุดประสงค์ เพราะความร้อนทำให้สมองตื้นตัน คิดไม่ออกว่าจะทำอะไรเป็นอาหารมื้อกลางวันดี  ส่วนใหญ่ชอบที่จะอาศัยไปเห็นพืชผักและของขายในตลาดแล้วค่อยคิดเมนูกันสดๆเดี๋ยวนั้นเลย 
 รอบๆตลาดมักมีชาวบ้านนำผักสวนครัวที่ปลูกเองใส่กระจาดมาวางขายอยู่ข้างทาง จำพวก กระเพา โหรพา มะเขือ ฟักทอง ฯลฯ เวลาไปจ่ายตลาด จึงชอบซื้อจากชาวบ้านพวกนี้ เพราะได้ของสดจริงๆ แถมราคาถูกจนน่าสงสาร ทุกครั้งที่ซื้อ นอกจากจะไม่ต่อราคาแล้ว หลังจ่ายเงินยังต้องขอร้องว่าไม่ต้องทอนอีกด้วย  บางครั้งก็ช่วยซื้อผักทั้งที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะเอาไปทำอาหารอะไรดี  เพราะไม่อยากให้ชาวบ้านที่อายุมากๆต้องมานั่งหลังแข็งขายอยู่ทั้งวัน
      วันนี้ นอกจากจะมีผักสวนครัวมาวางขายแล้ว ยังมีคุณตาสองสามคน นำปลาดุก ปลาช่อน ปลาตะเพียน กุ้งฝอย และหอยตาวัว ใส่กะละมังมาขาย  เห็นแล้วนึกถึงตอนเป็นเด็ก ที่แม่ส่งไปอยู่กับยายที่บ้านริมแม่น้ำเพชรบุรี   ชีวิตช่วงนั้นแม้จะคิดถึงพี่น้องมาก  แต่เมื่อมาถึงวันนี้ จึงรู้ว่าช่วงหนึ่งที่มาอยู่กับยายนั้น ได้สร้างประสบการณ์ให้กับชีวิตเด็กของเราเป็นอย่างยิ่งและยังเป็นประสบการณ์ที่มีค่าต่อฉันในวัยของวันนี้อีกด้วย
      เพราะการที่ได้อยู่กับยายนั้น  เป็นวิธีที่ได้เรียนรู้ที่จะดำรงชีวิตอยู่กับธรรมชาติรอบตัวอย่างมีความสุขนั่นเอง   แต่ละวันที่ผ่านไป ฉันไม่รู้ตัวเลยว่าเจ้าความรู้สึกนี้ได้แอบฝังตัวอยู่ในสมองและหัวใจมาหลายสิบปี แม้ช่วงที่เราเติบโตและจากบ้านเกิดไปผจญภัยในต่างบ้านต่างเมือง ความยุ่งเหยิงของวิถีชีวิตของคนกรุงทำให้ลืมความสุขที่บริสุทธิ์นี้ไปชั่วขณะ  จนเมื่อได้ไปเห็นสถานที่ที่เงียบสงบอย่างธรรมชาติที่ไหนสักแห่ง เจ้าความสุขวัยเด็กที่นอนสงบอยู่ในก้นบึ้งของหัวใจก็ลอยตัวขึ้นมา ทำให้ต้องโหยหาที่จะกลับไปสู่วันนั้นอีก สักครั้ง
      วันนี้ หากตากับยาย ยังมีชีวิตอยู่  ฉันคงกำลังนอนอยู่ที่ระเบียงหน้าบ้าน ฟังยายเล่าเรื่องการผจญภัยของตา ครั้งเมื่อไปสำรวจต้นกำเนิดแม่น้ำเพชรบุรี  ยายจะเล่าเหมือนเป็นนิทานก่อนนอนให้ฉันฟังทุกวัน ยังจำวันที่หลับสบายเพราะมีสายลมจากแม่น้ำพัดผ่านได้ดี   นิทานของยายยังคงอยู่ในสมองมาจนทุกวันนี้ เพราะรู้ว่านั่นมิใช่นิทาน แต่เป็นเรื่องจริงของชีวิตตา


 กลางวันของเด็กบ้านนอกในวันเก่าๆ  คงไม่มีอะไรสนุกเท่ากับการลงไปวิ่งเล่นบนชายหาดอันกว้างใหญ่ของแม่น้ำเพชรฯ   ในช่วงฤดูแล้ง คนที่มีบ้านอยู่ริมแม่น้ำ มักจะปล่อยลูกๆหลานๆให้ลงไปเล่นน้ำได้ เพราะแม่น้ำหน้าแล้งไม่มีอันตราย และยังเป็นสนามเด็กเล่นที่กว้างใหญ่อีกด้วย เมื่อวิ่งเล่นไล่จับกันจนเหนื่อย สิ่งที่ดีที่สุดคือการกระโจนลงไปนอนในบ่อทรายที่เราขุดไว้ในแม่น้ำ
      แม่น้ำเพชรฯในหน้าแล้ง น้ำจะตื้นจนเราสามารถนอนราบไปบนผืนทรายและปล่อยให้น้ำใสไหลผ่านตัวไป บางครั้งเราก็ปล่อยตัวให้ลอยไปกับสายน้ำเอื่อยๆเพื่อไปเกยอยู่ข้างเกาะกลาง แม่น้ำ ที่ข้างเกาะนี้จะมีขอนไม้ ที่เป็นต้นไม้ใหญ่ฝังตัวขวางแม่น้ำอยู่มาช้านาน ขอนไม้นี้แข็งแรงมากจนสามารถทนแรงน้ำในฤดูน้ำหลากมาหลายปี ในช่วงหน้าแล้ง ขอนไม้นี้จึงเป็นที่ที่พวกเด็กผู้ชายมากระโดดน้ำเล่นกัน
      ในช่วงที่ไม่มีเด็กมาเล่นน้ำมาก ที่ขอนไม้แห่งนี้ผู้ใหญ่จะมานั่งตกปลาหรือตกกุ้งแม่น้ำ ซึ่งมีชุกชุมมาก  ส่วนเด็กๆอย่างเราก็ได้แต่หากระชอนไม้ไผ่อันใหญ่หน่อย คอยช้อนกุ้งฝอย หรือไม่ก็ใช้ชามข้าวเล็กๆครูดทรายในแม่น้ำเพื่อหา หอยตาวัวไปให้ยายกับตา ทำ ข้าวต้มหอยตาวัวให้กิน แม้จะผ่านมากว่าห้าสิบปี แต่ก็ยังจำรสอร่อยของข้าวต้มถ้วยนั้นได้จนทุกวันนี้
      สำหรับยายแล้ว อาหารที่ขึ้นชื่อของยาย คือ ขนมจีนกุ้งย่างเหตุ ที่ยายทำอาหารชนิดนี้บ่อยๆ เพราะน้าชายของฉัน ซึ่งขณะนั้นเพิ่งจะเป็นหนุ่ม มักตกกุ้งแม่น้ำกลับมาบ้านบ่อยๆ  ยายจึงทำขนมจีนกุ้งย่างให้ทุกคนได้กินกันถ้วนหน้า   มาถึงวันนี้อย่าว่าแต่ กุ้งหลวงในแม่น้ำที่แทบไม่มีใครเห็นแม้แต้หนวดแล้ว  แม้แต่กุ้งฝอยก็หาได้ยากยิ่ง
      เช้านี้ ...ยืนมองลุงคนขายปลาอยู่พักใหญ่ แต่ก็ไม่ได้ซื้อปลาของลุงเลย เพราะ ลุงขายทั้งปลาและกุ้งฝอยด้วยราคาถูกๆไปหมดแล้ว  คิดถึงขนมจีนของยายขึ้นมาจับใจ  วันนี้เป็นตายร้ายดีอย่างไร  ก็ต้องทำขนมจีนกุ้งย่าง กินให้สมกับความคิดถึงยายให้ได้  แต่ เมื่อไม่มีกุ้งหลวง  คิดว่ากุ้งทะเลก็คงจะพอใช้แทนกันได้ 



รีบเดินเข้าตลาดได้ กุ้งแชบ้วยตัวโต มาหนึ่งกิโล จากนั้นก็ซื้อเครื่องปรุงอื่น คือ ขิงอ่อน พริกชี้ฟ้า เห็นพริกหนุ่มสดๆน่ากินดีจึงซื้อมาเพิ่มด้วย มะเขือเทศลูกใหญ่สัก สองสามใบ หอมแดง ในครัวหมดพอดี เลยซื้อไปหนึ่งกระจุก ส่วน พริกขี้หนู กับมะนาว ไม่ต้องซื้อ เพราะที่บ้านมีติดไว้ประจำ  ก่อนจะออกจากตลาด ไม่ลืมแวะไปขอปัน ขนมจีน จาก พ่อค้าขนมจีนทอดมันมาสิบบาท พ่อค้าก็ใจดี แถมทอดมันมาให้กินเล่นอีกถุง พ่อค้าแม่ค้าตลาดบ้านนอกนี่ช่างมีน้ำใจดีกันทุกคน


      ไปตลาดทีไรเป็นต้องแวะคุยกับแม่ค้าคนโน้นคนนี้อยู่นาน กว่าจะถึงบ้านก็สายสักหน่อยแล้ว รีบจัดแจงล้างกุ้ง แต่ไม่แกะเปลือกออก เพราะต้องย่างทั้งเปลือก  วันนี้ไม่ได้ย่างกุ้งด้วยเตาถ่าน  เพราะบ้านอยู่ในเมือง ขืนจุดฟืนย่างกุ้งผู้คนจะตกใจเอา   เลยต้องอาศัยเตาฝรั่งอบกุ้งไปก่อน ซึ่งยอมรับว่าไม่ได้ดั่งใจเลย เพราะกุ้งย่างที่จะนำมาทำอาหารทุกประเภท ควรจะย่างด้วยเตาถ่าน ที่ความร้อนสูงชั่ววูบ เพื่อให้ผิวเปลือกกุ้งไหม้เกรียม แต่เนื้อกุ้งข้างในยังสุกไม่มาก ยิ่งเนื้อในยังใสๆตอนออกจากเตาก็จะยิ่งดี เพราะเมื่อปล่อยไว้สักพัก ความร้อนที่สะสมไว้ที่ผิวจะแผ่ไปถึงเนื้อในและเนื้อกุ้งจะสุกพอดี ไม่สุกเกินไปจนแข็งกระด้าง สำหรับกุ้งย่างเตาฝรั่งวันนี้ กะไฟไม่ถูก จึงเอาแค่พอสุกไม่สามารถทำให้ผิวเปลือกไหม้เกรียมได้ กุ้งย่างวันนี้จึงขาดกลิ่นไหม้ไปบ้างแต่ก็พอกล้อมแกล้มไปได้ 


   มาถึงเครื่องเคราทั้งหลายที่ต้องเผาเหมือนกัน สมัยอยู่กับยาย มีหน้าที่ เสียบพริกชี้ฟ้า และหอมแดง ด้วยไม้ไผ่ที่เหลาเป็นไม้ปลายแหลมใหญ่ๆ เพื่อย่าง แต่ไม่ได้ย่างบนตะแกรงบนเตาไฟเหมือนทั่วไป หากแต่นำไปสอดไว้ใต้เตาถ่านในส่วนที่มีขี้เถ้าร้อนๆตกลงมา (ที่ใต้เตานี้เป็นส่วนที่คล้ายเตาอบ เพราะเราจะใช้ในการเผาพริก หอม และกะปิกันเป็นประจำ ) หอมและพริกที่ย่างในส่วนนี้จะได้ผิวที่ไหม้เกรียมเช่นกัน   สำหรับวันนี้ หอมและพริกจำต้องถูกย่างด้วยเตาฝรั่งเหมือนกุ้ง โชคดีที่ยังพอมีกลิ่นผิวไหม้หอมโชยมาบ้าง เมื่อย่างเสร็จก็นำออกมาลอกผิวที่ไหม้ๆออก แล้วหั่นเป็นชิ้นเล็กๆเตรียมไว้



 เตรียมซอยขิงให้เป็นเส้นเล็กบาง ซอยพริกขี้หนูให้ละเอียด บีบมะนาวผสมน้ำปลาดี ใส่เครื่องปรุงเผาที่เราเตรียมไว้ลงไปทั้งหมด ใส่กุ้งที่หั่นเป็นชิ้นๆ ใส่น้ำตาลโตนดก้อนเท่าหัวแม่มือ ผสมลงไป ชิมรสให้เปรี้ยว เค็ม หวาน และเผ็ด ตามชอบ รสที่ได้นี้อาจจะเข้มเกินไป ควรใส่น้ำสุกลงไปสักนิด จะได้มีน้ำไว้ราดขนมจีนมากพอ




ขนมจีนนี้เหมาะที่จะรับประทานกับไข่ต้มยิ่งนัก ถึงเวลารับประทาน ก็จัดแจงหยิบขนมจีนใส่จานสักสองจับ วางไข่ต้มไว้ข้างๆ แล้วราดด้วยน้ำยำกุ้งย่างนี้ ก็เป็นเสร็จพิธี หากไม่มีขนมจีนก็สามารถทานไข่ต้มยางมะตูมราดน้ำยำนี้กับข้าวสุกได้ อร่อยง่ายๆแต่จะต้องจดจำไปนาน รับรองว่า ถึงหน้าร้อนคราวใด เป็นต้องนึกถึงขนมจีนที่มีรสจัดจ้านไม่เลี่ยนกะทิ อย่างขนมจีนจานนี้
      เป็นอันว่า ได้กินอาหารอร่อย อิ่มสบายท้องสมความตั้งใจ  อาหารจานนี้ช่างเหมาะกับอากาศร้อนๆของปีนี้อย่างยิ่ง  นับเป็นคู่แข่งสำคัญของขนมจีนทอดมัน  จะแพ้ก็ตรงที่เครื่องปรุงมีราคาแพง จึงไม่มีใครทำขาย ต้องทำกินกันเอง  ลองทำกินกันซิ ง่ายมากเลย.....




วันอังคารที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2556

ก๋วยเตี่ยวรถไฟ

       คนในวัยใกล้หรือเลยหกสิบนี่ ไม่มีอะไรจะมันในอารมณ์เท่ากับการนั่งโม้เรื่องความหลังสมัยยังหนุ่มยังสาวอีกแล้ว  ดิฉันกับมวลพี่ๆน้องๆ ซึ่งมีวัยใกล้เคียงกันและอยู่ในคุณสมบัติที่กล่าวข้างต้น  วันๆจึงมักใช้เวลาหมดไปกับการคุยกันถึงเรื่องเก่าๆที่ผ่านมาในชีวิต   มีเรื่องหนึ่งที่เรามีความทรงจำเหมือนกัน   สิ่งนั้นคือการเดินทางด้วยรถไฟ ไป-กลับ ระหว่างบ้านเมืองเพชรบุรี กับกรุงเทพฯ
      การเดินทางด้วยรถไฟสมัยเมื่อ 50 ปีที่ผ่านมานั้นขึ้นชื่อมาก ใครที่เดินทางเข้ากรุงเทพฯด้วยรถไฟ จะถูกมองว่าเป็นคนทันสมัยมาก สถานีรถไฟดูจะเป็นสถานที่ที่มีผู้คนพลุกพล่าน  เป็นแหล่งชุมนุมของผู้คน   มีกลุ่มวัยรุ่นมานั่งเล่นหรือนัดพบกันที่ร้านกาแฟหน้าสถานีตลอดทั้งวัน การเดินทางเองด้วยรถไฟ เป็นที่ชื่นชอบของกลุ่ม หนุ่มๆสาวๆ ที่ถือเป็นโอกาสอันดีที่จะได้พบกันแบบอิสระ โดยไม่มีผู้ปกครองมาคอยทำตาดุใส่เหมือนที่บ้าน

      สำหรับดิฉันซึ่ง เป็นคนเมืองเพชรฯ ที่ต้องนั่งรถไฟไปเรียนและพักในกรุงเทพฯ  จะได้กลับบ้านก็แค่ช่วงปิดเทอมเท่านั้น  ดังนั้น ในเช้าวันแรกที่โรงเรียนปิดเทอม บรรดานักเรียนต่างจังหวัดจะมาชุมนุมกันที่สถานีรถไฟหัวลำโพง และสามเสน เพื่อรอขึ้นรถไฟกลับ นครปฐม ราชบุรี เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์

      ก็เป็นเรื่องปกติที่ เวลาเด็กนักเรียนมารอขึ้นรถไฟ หากจำหน้ากันได้ว่าเป็นคนบ้านเดียวกันก็จะเกาะกลุ่มคุยกัน ตั้งแต่ที่ชานชลาไปจนถึงบนโบกี้รถไฟ โดยในแต่ละโบกี้จะแบ่งพื้นที่เป็นแดนๆไปกันเองว่า ช่วงนี้ โบกี้นี้เป็นของนักเรียนจังหวัดใด หากเด็กต่างถิ่นล้ำเข้ามาในบริเวณ ก็มักจะมีการเขม่นกันด้วยสายตา แต่ในทางกลับกัน หนุ่มเมืองเพชรฯก็มักจะแอบไปชม คนสวยโพธารามกับคนงามบ้านโป่งเป็นประจำ โดยไม่หวั่นเกรงบารมีหนุ่มต่างถิ่นเลย

      นักเรียนที่ระดมกันกลับบ้านในวันนี้มีทั้งรุ่นใหญ่และรุ่นเล็ก คือมีตั้งแต่มัธยม ขึ้นไปถึงมหาวิทยาลัย  ดิฉันมักจะถูกจัดให้อยู่ในรุ่นเล็กสุด เพราะเพิ่งอยู่แค่ ม.สาม ( ขอโทษนะ ปัจจุบันเรียกชั้นอะไร ก็ไม่ทราบ เทียบชั้นไม่ถูกแล้ว) บรรดานักเรียนนักศึกษารุ่นใหญ่เขาก็จับกลุ่มคุยกัน  ดิฉัน ซึ่งเด็กสุดก็จะนั่งคั่นกลางเป็น ก.ข.ค. กันพี่ๆไว้ เพื่อไม่ให้ถูกผู้ใหญ่ดุ พวกผู้หญิงจะถูกจัดให้นั่งกลางๆกลุ่ม โดยมีพวกหนุ่มๆที่แม้จะมาจากต่างโรงเรียน ก็มาสามัคคีกันบนรถไฟนี่แหละ เพราะต้องคอยกันท่า หนุ่มจังหวัดอื่นที่จะแอบมาจีบสาวบ้านเดียวกัน
 ในครอบครัวของเรามีกันสามคน คือพี่ชายคนโต พี่สาว และก็ตัวดิฉัน เป็นน้องเล็กสุด ที่ไปเรียนกรุงเทพฯสมัยนั้น  การเดินทางกลับบ้านทุกครอบครัวหากมีพี่น้องมาเรียนกรุงเทพหลายคน ก็จะต้องเดินทางกลับพร้อมๆกัน  ดังนั้นการพบกับคนอื่นๆ จึงมักจะพบกันเป็นครอบครัวเสมอ ๆการเดินทางทำให้เรามีสังคมเพิ่มขึ้น การที่รู้จักกันบนรถไฟสมัยนั้นคงจะ เปรียบได้กับการพบกันบนเครื่องบินสมัยนี้กระมัง ที่เราจะพบกับคนที่เรียนหนังสือระดับเดียวกัน มีสิ่งแวดล้อมเดียวกัน เมื่อเรียนจบก็กลับมาเป็นเพื่อนบ้านกัน  และยังคงคบหาสมาคมกันมาจนทุกวันนี้

      การเดินทางขาไปจากบ้าน กับการเดินทางกลับจากกรุงเทพฯ มีสภาพแตกต่างกัน ตรงที่อาหารการกินระหว่างทางนี่แหละ เพราะขาไปเราจะมีทั้งอาหาร ขนม และผลไม้ จากทางบ้านที่แม่เตรียมใส่ชะลอมไว้ให้ จำได้ว่าเราสามพี่น้องต้องหิ้วชะลอมกันคนละใบทุกครั้ง  เมื่อรู้สึกหิวขึ้นมา และหากรถยังไม่แวะสถานีใด เราสามคนก็จะควักน่องไก่ทอด หรือหมูโค๊ะ ที่แม่ทำออกมากินยั่วน้ำลายคนข้างๆเป็นประจำ

      บนรถไฟขากลับ เราไม่มีอาหารการกินติดตัวมากันเลย เพราะเงินที่เตี่ย กับแม่ให้ไว้นั้น เรามักจะใช้จนเกือบหมด  จึงไม่อยากซื้ออาหารที่สถานีรถไฟสามเสนติดตัวมา  โดยตั้งใจที่จะไปซื้ออาหารกินตามสถานีที่รถผ่าน เพราะทั้งถูกและอร่อย

ทุกครั้งที่กลับบ้าน บรรยากาศบนรถไฟสนุกมาก แม้จะใช้เวลาสาม ถึง สี่ชั่วโมงในการเดินทาง แต่ทุกคนก็สนุกสนาน จนบางคนแทบไม่อยากให้ถึงบ้านเลย ความที่ใช้เวลานานบนรถไฟ ทำให้เราต้องฝากท้องไว้กับสถานีต่างๆรายทาง โดยหมายมั่นปั้นมือไว้ตั้งแต่ต้นทางเลยว่าจะกินอะไรที่สถานีไหน

      จำได้ว่า พอรถไฟออกจากกรุงเทพฯ ในช่วงสถานีแรกๆก็ยังตื่นเต้นที่ได้พบเพื่อนต่างโรงเรียน  จึงพูดคุยกันไม่หยุด มาเริ่มเหนื่อยเอาเมื่อถึงสถานีนครชัยศรี ( จังหวัดนครปฐม) แต่ยังไม่มีอาหารอร่อยมากนัก มีแต่ส้มโอ เราจึงรอจนถึงสถานีเมืองนครปฐม ซึ่งอยู่ไม่ไกลเท่าใดนัก และก็มี ข้าวหลามอร่อยหวานมัน มาขายที่ข้างรถให้เรากินเป็นออร์เดริ๊ฟท์ไปก่อน  เพราะอาหารจานหลักของเรายังอยู่ข้างหน้า  ที่สถานี ชุมทางหนองปลาดุก ซึ่งเป็นสถานีที่เป็นทางแยกของรถไฟ 2 สาย คือสายใต้ที่เรานั่ง กับเส้นทางไปกาญจนบุรี

      ที่ชุมทางหนองปลาดุกนี้ จะมีอาหารที่มีชื่อคือ ข้าวแกงไก่ กับไข่ต้ม ซึ่งคนขายจะตักข้าวใส่กระทงใบตองสดใบไม่ใหญ่นัก ราดด้วยแกงป่าไก่ บางเจ้าเป็นแกงเขียวหวานไก่ มีไข่ต้ม หมกไว้ในข้าวสุกหนึ่งลูก เสียบด้วยช้อนที่ทำด้วยใบตาล ที่นำมาจักแล้วไข้วปลายให้กลายเป็นช้อน ตักข้าวกินได้ ราคากระทงละ 5 บาท หากผู้โดยสารอยากกินไข่ต้มเพิ่มก็จะมีไข่ต้มขายต่างหากด้วย พวกคนขายของจะวางกระทงข้าวไว้ในถาดใบโต พร้อมกับกรูกันเข้ามาที่ข้างหน้าต่างรถไฟทันทีที่รถไฟจอด  โดยจะร้องขายด้วยเสียงดังว่า ข้าวจ๊ะข้าว ไข่จ๊ะไข่ หรือข้าวแกงไก่ ไข่ต้มจ้า” 

เนื่องจากรถไฟจอดรับคนไม่นานนัก ในเวลาอันรวดเร็ว บรรดาผู้โดยสารจึงต้องใช้ ความสามารถเฉพาะตัวในการ รีบซื้อ รีบขาย ให้ได้เร็วที่สุด หน้าที่นี้จึงมักจะเป็นของพี่ชายคนโตของดิฉันเสมอๆ  ที่ต้องคอยซื้ออาหารให้น้องกินตลอดทาง พอได้ข้าวแกงมา เราก็กินกันอย่างอร่อย หากใครไม่อิ่มก็ต้องคอยมองหา พ่อค้าหรือแม่ค้าข้าวแกงบางคนที่กระโดดขึ้นรถไฟมาด้วย เพื่อขายระหว่างทาง โดยจะกระโดดขึ้นรถไฟกลับไปสถานีเดิมเมื่อของหมด

      ไม่นานจาก ชุมทางหนองปลาดุกเราก็ถึง สถานีบ้านโป่ง ที่เราหมายมั่นจะมากิน ก๋วยเตี๋ยวรถไฟกับ ไก่ย่างบางตาล ที่ขึ้นชื่อไก่ย่างบางตาลนี้เป็นต้นตำหรับไก่ย่างที่ขายตามรถไฟก็ว่าได้ เพราะความอร่อยของอาหารชนิดนี้ จึงทำให้ชาวบ้านในแถบชุมชน บ้านบางตาลทำออกขายตามสถานีรถไฟจนแพร่หลายไปตลอดเส้นทางรถไฟหลายจังหวัด ไก่ย่างนี้ เป็นไก่ที่หมักด้วยเครื่องหมักรสชาติดี จากนั้นนำมาตรึงไว้กับไม้ไผ่ที่ทำเป็นแผง และย่างจนสุกดี ขายไม้ละ 3-5 บาท

      เนื่องจากที่บ้านโป่งนี้มีการเลี้ยงหมูมาก ดังนั้นก๋วยเตี๋ยวหมูจึงถูกทำมาขายตามรถไฟมาเป็นเวลานาน ซึ่งกรรมวิธีการทำก็ไม่ได้ยากเย็นอะไร เพียงแค่นำเครื่องปรุงต่างๆมาใส่รวมกัน ก็สามารถเป็นอาหารที่อร่อยจนดิฉันติดใจและทำกินมานานกว่า 50 ปีแล้ว

      ทุกวันนี้ ข้าวแกงรถไฟ น่าจะเลิกขายไปแล้ว เพราะมีอาหารอื่นที่สะดวกกว่ามาแทน   แต่ ก๋วยเตี๋ยวรถไฟยังคงมีขาย โดยปัจจุบันพ่อค้าแม่ค้าจากบ้านโป่ง ราชบุรี โพธาราม ได้ขยายเส้นทางการขายก๋วยเตี๋ยวนี้มาถึงหัวหิน   วันไหนที่อยากกินดิฉันจึงมักจะวานน้องๆในที่ทำงานให้ไปซื้อมาจากสถานีรถไฟหัวหิน เพื่อมากินกันเสมอ   ดูเหมือนว่าก๋วยเตี๋ยวสมัยนี้จะห่อเล็กกว่าสมัยที่เราเป็นเด็ก ( รึว่าเราตัวโตขึ้น)   จึงต้องกินกันคนละสองห่อขึ้นไป  เวลาซื้อเราแทบจะเหมามาหมดถาดเลย ( แม่ค้าดีใจจะได้กลับบ้านเร็ว)

      สำหรับน้ำดื่มในรถไฟมีหลายชนิด แต่ดิฉันมีสิทธิ์กินได้แค่ นมเย็นเท่านั้น นมเย็นที่ว่านี้คือการเอานมข้นหวานมาชงด้วยน้ำร้อน แล้วเติมน้ำหวาน เฮลบลูบอยย์สีแดง ( ของแท้ต้องเป็นสีแดงเท่านั้น) จากนั้นก็เทนมสีแดงนี้ลงไปใน กระป๋องนมเปล่าที่ใส่น้ำแข็งไว้  สมัยนั้นไม่มีถุงพาสติก หรือแก้วพาสติกเหมือนทุกวันนี้ จึงต้องใส่น้ำหวานทุกชนิดที่ขายไว้ในกระป๋องนมข้นเปล่า ( ที่เอานมออกหมดแล้ว) จากนั้นก็ร้อยด้วยเชือกกล้วยให้เป็นห่วงหิ้วได้ เพื่อเร่ขาย นอกจาก นมเย็นแล้ว ยังมี โอเลี้ยง และกาแฟเย็น หรือ ชาเย็นขายอีกด้วย กระป๋องละ 50 สตางค์   สถานีที่ โอเลี้ยง อร่อยที่สุด  เราต้องรอมาซื้อที่สถานี โพธารามซึ่งอยู่ไม่ห่างจากบ้านโป่งนัก  ก็เป็นอันครบเครื่องเรื่องอาหารกลางวันพอดี

      สำหรับขนมหวาน เนื่องจากเรามาจากเมืองขนมหวาน เราจึงไม่ค่อยซื้อขนมบนรถไฟกินกัน เพราะเดี๋ยวถึงบ้านก็มีขนมเพียบ แต่วันไหนหากน้องสาว( คือดิฉัน) ยังหิวไม่เลิก พี่ชายก็จะซื้อ ข้าวเกรียบว่าวปิ้งกรอบๆ ที่แม่ค้าปิ้งใส่กระจาดมาเดินขายในรถไฟ  กัดเข้าปากทีไร ข้าวเกรียบว่าวแตกกระจายเต็มกระโปรงไปหมด สำหรับคนที่เดินทางต่อไปจากเพชรบุรี ก็จะรอซื้อ ขนมหม้อแกง และ ขนมตาลที่ สถานีเพชรบุรี กลับไปเป็นของฝากทางบ้านอีกด้วย

      เมื่อถึงสถานีเพชรบุรี เราทั้งสามก็ไม่ต้องรอนานเลย เพราะจะเห็นเตี่ย ยืนรอลูกๆที่ชานชลาอยู่แล้วเหมือนทุกครั้งไป จากสถานีเพชรบุรีเราต้องนั่งรถไปอำเภอท่ายางอีก 17 กิโลเมตร สมัยนั้นใช้เวลาเกือบชั่วโมงกว่าจะถึงบ้าน เพราะถนนไม่ดี และมีรถโดยสารประจำทางระหว่างอำเภอน้อยมาก เนื่องจากรถแลนด์โรเวอร์ของเราเป็นรถยนต์ส่วนตัวคันแรกของอำเภอ เตี่ยจึงพยายามใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อชุมชนให้มากที่สุด ดังนั้นจึงไม่แปลกเลยที่ขากลับจากสถานีรถไฟไปบ้านท่ายาง  รถแลนด์โรเวอร์ของเราจึงแน่นเอี๊ยดไปด้วยนักเรียนที่กลับมาจากกรุงเทพฯพร้อม เราทุกครั้ง
  วันนี้ดิฉันนึกถึงวันเก่าๆ  จึงมีอารมณ์อยากทำ ก๋วยเตี๋ยวรถไฟขึ้นมา จริงๆแล้วก๋วยเตี๋ยวฯนี้ เป็นอาหารง่ายๆและอร่อย   ที่ดิฉันมักจะทำเมื่อคิดอะไรไม่ออกมากกว่า เพราะง่ายเหลือเกิน แถมใช้เวลาและเครื่องปรุงน้อยมาก  วันหลังหากท่านนึกอะไรไม่ออก ขอให้นึกถึง ก๋วยเตี่ยวรถไฟไว้ก่อนเลย
       เครื่องปรุง
      ก๋วยเตี๋ยวเส้นเล็ก ( ของแท้มีแต่เส้นเล็กเท่านั้น)
      ถั่งงอก
      เนื้อหมู หรือไก่
      ผักชี ต้นหอมซอย
      มะนาว
      กระเทียมเจียว
      พริกป่น
      น้ำปลา และน้ำตาลทราย
        วิธีทำ


 1. ต้มเนื้อหมู หรือไก่ ให้สุก โดยต้องต้มทั้งเป็นชิ้นใหญ่ ถ้าเป็นเนื้อหมูให้หั่นเป็นชิ้นบาง หากเป็นเนื้อไก่ สามารถทั้งหั่น และ ฉีกเป็นเส้นๆ เตรียมไว้

 2. ลวกเส้นก๋วยเตี๋ยว และ ถั่วงอก คลุกเส้นก๋วยเตี๋ยวด้วยกระเทียมเจียว เหยาะน้ำปลาหรือซีอิ้วบนก๋วยเตี๋ยวเล็กน้อย คลุกเส้นกับกระเทียมเจียม จากนั้นวางถั่วงอกไว้ข้าง ๆ


3. นำเนื้อหมูที่หั่นเป็นชิ้น วางบนก๋วยเตี๋ยว ตักน้ำตาลทราย พริกป่น วางไว้ข้างๆก๋วยเตี๋ยว วางมะนาวหนึ่งชิ้นไว้ด้วย
 
  4. อย่าลืมผักชี ต้นหอมซอย โรยหน้า เป็นอันเสร็จพิธี
 วลาจะรับประทานให้คลุกทุกอย่างรวมกัน บีบมะนาวลงไป  ทำทานเองจะใส่ไก่ฉีก เพิ่มไปด้วย ก็ไม่ว่ากัน 

       ก๋วยเตี๋ยวชามนี้ หากใส่เนื้อไก่ฉีกอย่างเดียว แล้วเติมน้ำซุปลงไป จะเรียกว่า               ก๋วยเตี๋ยวไก่ฉีก อร่อยไปอีกแบบ 
 
 หากอยากกินตามบรรยากาศตำหรับ ก๋วยเตี๋ยวรถไฟขนานแท้ ก็ให้นำใบตองมาวางบนหนังสือพิมพ์ ( สมัยนั้นห่อด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์) แล้วห่อคล้ายห่อขนม ของแท้ต้องมัดด้วยเชือกกล้วย แต่วันนี้จนปัญญา จึงขอรัดด้วยยางหนังสติกก่อน อย่าลืมเสียบตะเกียบไว้ข้างๆห่อด้วยทุกครั้ง มิฉะนั้นจะไม่มีอุปกรณ์ในการกิน 

      เอาล่ะ วันนี้ก็ได้รู้จักอาหารง่ายๆที่ครั้งหนึ่งเป็นที่นิยมมาก แต่ปัจจุบันผู้คนลืมไปหมดแล้ว มาลองรื้อฟื้นความทรงจำ ทำกินกันที่บ้านกับครอบครัวกันดีกว่า แต่จะมีบรรยากาศดีมาก หากลองนั่งรถไฟไปเที่ยว นครปฐม ราชบุรี เพชรบุรี แล้วเลยไปหัวหินในวันหยุดนี้ ก็จะเป็นการเที่ยวพักผ่อนที่มีรสชาติอีกแบบนะ 

ขอขอบคุณรูปสถานีรถไฟเพชรบุรี